thai
eng

การเสริมสร้างทัศนคติในการทำฟันให้กับเด็ก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิง ภารดี โหตรภวานนท์
ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก

คำถาม     การเสริมสร้างทัศนคติที่ดีในการทำฟันให้กับเด็กนั้นควรพาลูกไปพบทันตแพทย์ครั้งแรกเมื่อลูกอายุเท่าใด
คำตอบ    ควรพาไปเมื่อเด็กโตพอที่จะเรียนรู้และฝึกหัดให้คุ้นเคยกับทันตแพทย์ และเครื่องมือ อุปกรณ์ทางทันตกรรมได้ซึ่งควรจะเป็นในช่วงอายุ 2-3 ขวบ เด็กในช่วงอายุนี้พอจะเข้าใจ และยอมรับการดูแลรักษาอย่างง่าย ๆ ที่ไม่มีความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่ง เด็กที่อายุน้อยกกว่านี้ยังเล็กเกินไปที่จะเข้าใจและเรียนรู้ได้ แต่ถ้าพูดถึงการดูแลทันตสุขภาพอย่างเดียวโดยไม่รวมถึงการเสริมสร้างทัศนคติแก่พ่อแม่ที่ยังไม่เคยได้รับคำแนะนำใด ๆ ก็ควรพาเด็กมาให้ทันตแพทย์ตรวจแนะนำการเช็ดปาก การแปรงฟัน การรับประทานฟลูออไรด์เสริมตั้งแต่เด็กมีฟันซี่แรกขึ้น คืออายุประมาณ 6 เดือน ถ้าพ่อแม่มีความรู้ในเรื่องนี้ดีอยู่แล้วก็พามาให้ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กเสริมสร้างทัศนคติให้เมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบดังกล่าว

คำถาม     การที่คุณพ่อ คุณแม่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟัน จะส่งผลไปถึงลูกอย่างไร
คำตอบ    ลูกจะมีทัศนคติที่ดีไปด้วย เพราะเห็นแบบอย่างที่ดีต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็ก การที่พ่อแม่พาไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เด็กจะถูกเสริมสร้างทัศนคติที่ดีจากทันตแพทย์โดยตลอดจนโต การเห็นพ่อแม่ดูแลรักษาทันตสุขภาพของตนเองอย่างดี เช่นดียวกับที่สอนลูก เขาก็จะยิ่งมีทัศนคติดีขึ้นไปอีก เด็กจะไม่มีความสับสน เพราะพ่อแม่มีความคิดเห็นและทัศนคติไปในทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน เมื่อลูกโตขึ้นมีครอบครัวของตนเอง เขาก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกของเขาต่อไป

คำถาม     ในกรณีที่พ่อแม่อาจได้รับประสบการณ์การทำฟันที่ไม่ดีทำให้กลัวการทำฟัน จะส่งผลให้ลูกกลัวทันตแพทย์ด้วยหรือไม่
คำตอบ    มีผลมาก ลูกจะกลัวการทำฟันตั้งแต่ยังไม่เคยได้รับการรักษา เพราะได้ยินได้ฟังพ่อแม่พูดถึงสิ่งไม่ดีหรือน่ากลัวบ่อย ๆ หรือแม้แต่แสดงอาการกลัวการทำฟันให้ลูกเห็น ลูกก็จะเลียนแบบทัศนคติที่ไม่ดีของพ่อแม่ต่อการทำฟันนี้เช่นเดียวกัน ส่งผลเสียให้กับลูก เพราะพ่อแม่มักไม่สนใจทันตสุขภาพของลูกเท่าที่ควร ลูกจึงเสียโอกาสที่จะได้รับการดูแลรักษา และเสริมสร้างทัศนคติตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อจำเป็นต้องมารักษาโรคในช่องปากเมื่อใด เขาก็จะแสดงพฤติกรรมในทางลบ ไม่ให้ความร่วมมือซึ่งยากต่อการปรับ และเสริมพฤติกรรมในการทำฟันในระดับต่าง ๆ กัน แล้วแต่กรณี

คำถาม     การเตรียมตัวลูกเพื่อไปพบทันตแพทย์ คุณพ่อ คุณแม่ ควรจะบอกอะไรกับลูกหรือไม่
คำตอบ    ควรบอกลูกแต่สิ่งดี ๆ ไม่น่ากลัว หลีกเลี่ยงการอธิบายในรายละเอียด ควรให้เป็นหน้าที่ของทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กที่จะปรับ และเสริมพฤติกรรมให้แก่ลูกเอง

คำถาม     ในกรณีที่ลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบ จะพาลูกไปพบทันตแพทย์โดยการบอกลูกว่าจะพาไปหาหมอดูฟันหน่อย แต่ลูกเมื่อได้ยินก็จะร้องไห้ก่อนเลยจะแก้ไขอย่างไร หรือว่าควรจะต้องพาไปทั้งที่ร้องไห้อย่างนั้น
คำตอบ    ธรรมชาติของเด็กมักจะกลัวสิ่งที่แปลกใหม่ การร้องไห้เป็นธรรมชาติของเด็ก เมื่อเกิดความกลัวหรือความไม่ชอบใจ กรณีนี้เข้าใจว่า เด็กอาจเคยได้สัมผัสกับคุณหมออื่น ๆ มาบ้างแล้ว จึงเข้าใจคำหมอได้ว่าคือใคร และจะทำอย่างไรให้กับเขา หรืออาจเคยได้ยิน ได้ฟังใครพูดใครขู่ไว้ก็ได้ ให้สังเกตดูและหลีกเลี่ยงคำพูดที่เขาไม่ชอบ หาวิธีมาพบทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กให้ได้ก่อนสักครั้งหนึ่ง ก็จะเรียบร้อยไปเอง เด็กอายุขนาดนี้พามาได้ไม่ยาก ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กมีวิธีการทางจิตวิทยาที่จะทำให้เด็กหายกลัวเลิกร้องไห้ และยอมรับการทำฟันได้ดีขึ้นตามลำดับ

คำถาม     เรื่องของการเลือกทันตแพทย์ให้ลูก ควรจะต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง
คำตอบ    ควรเลือกทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก โดยฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่เคยพบทันตแพทย์มาก่อน และเด็กที่มีประสบการณ์ไม่ดีในการทำฟันมาแล้ว การดูแลรักษาฟันเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นการประกอบโรคศิลปะที่ต้องใช้หลักจิตวิทยามาปรับและเสริมพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลาที่ทำการรักษา ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟัน และยอมรับการทำฟันโดยไม่กลัว มีสุขภาพจิตดี ส่งผลให้เขามีฟันดี สุขาพดีในที่สุด

คำถาม     เคยพาลูกไปพบหมอฟันที่โรงพยาบาลของรัฐบาลลูกมีความกลัวมากดูเหมือนคุณหมอไม่มีจิตวิทยาในการทำฟันให้เด็ก ในสถานะทางการเงินที่มีอยู่น้อยนิด เราจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลของรัฐบาล หากบอกว่าจะขอพบคุณหมอเด็กจะสามารถทำได้หรือไม่
คำตอบ    สามารถทำได้ ถ้าโรงพยาบาลของรัฐบาลนั้นมีทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก ควรเลือกคณะทันตแพทย์-ศาสตร์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก แต่อาจต้องนัดวันและเวลาให้มาตามนัด นอกจากในกรณีฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน โรงพยาบาลขอรัฐบาลบางแห่งยังไม่มีทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก ควรสอบถามก่อน การรักษาทางทันตกรรมในเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างที่กล่าวมาแล้ว จึงควรให้เด็กพบทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กจะดีกว่าโดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะวิธีการให้เด็กยอมรับการทำฟันแตกต่างจากผู้ใหญ่ เป็นเรื่องพิเศษที่ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กต้องฝึกฝนอบรมและมีประสบการณ์

คำถาม      เคยพาลูกสาวอายุ 8 เดือน ไปพบทันตแพทย์เด็กที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอแนะนำว่าควรพบทันตแพทย์เมื่อเด็กอายุ 2 ปี แต่ก็ยังกังวลใจอยู่จึงพาไปอีกแห่งหนึ่ง แต่คุณหมอก็ไม่ได้ซักถามอะไร ให้ฟลูออไรด์มาเลยจึงไม่ค่อยสบายใจ ว่าควรเชื่อคำแนะนำของใคร ระหว่างหมอที่ไม่ได้คำแนะนำอะไรเลย แต่ให้ฟลูออไรด์ กับหมอที่บอกว่า 2 ปีค่อยพาไปหาหมอ เพราะถ้ารับฟลูออไรด์เร็วเกินไปก็ไม่ดี และเคยได้ฟังมาจากทางนิตยสารรักลูก หรือดวงใจพ่อแม่ที่บอกว่าควรจะไปพบหมอฟันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถพบได้ อยากทราบว่าควรจะทำตามคำแนะนำใด
คำตอบ    การไปพบทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กให้เร็วที่สุดเป็นสิ่งถูกต้องในแง่ของการดูแลรักษาทันตสุขภาพของลูก ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติที่อาจมี และจะได้แนะนำการดูแลทันตสุขภาพของเด็กให้แก่คุณแม่โดยเฉพาะการทำความสะอาดช่องปากและการเลิกดื่มนมจากขวด ถ้าตรวจไม่พบความผิดปกติ และคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว ก็อาจให้ฟลูออไรด์รับประทานหรือไม่ให้ก็ได้แล้วแต่ความเชื่อ และประสบการณ์ของทันตแพทย์แต่ละท่านไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้มาก เพราะฟลูออไรด์สำหรับรับประทานก็เหมือนกับอาหารเสริมสุขภาพฟันเท่านั้น จะได้รับหรือไม่ได้รับก็ได้ ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่างที่สำคัญในการทำให้สุขภาพฟันดี ถ้ายังไม่มีอะไรผิดปกติระหว่างนี้ และพ่อแม่ดูแลทันตสุขภาพของลูกดี แล้วก็เป็นการถูกต้องในแง่ของการเสริมทัศนคติที่ดีในการทำฟันที่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กเมื่อลูกอายุ 2-3 ขวบ มีฟันน้ำนมขึ้นครบและเด็กโตพอที่จะหัดให้เขาคุ้นเคยและยอมรับการทำฟันง่าย ๆ จากทันตแพทย์ต่อไปเมื่อเด็กมีปัญหาฟันผุที่การรักษาเริ่มซับซ้อนขึ้น เด็กก็จะร่วมมือดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้ามีอะไรผิดปกติก่อนหน้านั้น ก็ให้พาไปพบทันตแพทย์ก่อนเด็กอายุ 2-3 ขวบ เพื่อปรึกษาและขอคำแนะนำเฉพาะกรณีไป
ในกรณีของคุณเข้าใจว่าคุณหมอคงไม่มีเวลา และคุณคงไม่ซักถามด้วยการได้รับฟลูออไรด์มาก็ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลถึงผลดีในการป้องกันฟันผุในระดับหนึ่งแล้ว แต่ในทางปฏิบัติทันตแพทย์บางท่านอาจยังไม่คุ้นเคยหรือมีเหตุผลเฉพาะตัวในเรื่องของความเชื่อ และประสบการณ์จึงไม่ให้ฟลูออไรด์เสริม และการให้พาลูกไปพบทันตแพทย์เมื่ออายุ 2 ขวบ ก็ถูกต้องในแง่ของการเสริมทัศนคติที่ดีในการทำฟันโดยทันตแพทย์

คำถาม     ขณะนี้ลูกอายุ 8 เดือน มีฟันอยู่ 4 ซี่ และคุณหมอให้ฟลูออไรด์มาแล้วควรจะรับประทานหรือไม่
คำตอบ    ควรรับประทาน ถ้าเด็กอยู่ในแหล่งน้ำดื่มที่มีฟลูออไรด์ต่ำกว่าเกณฑ์อย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ควรรับประทานฟลูออไรด์เสริม ปัจจุบันเริ่มให้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน - 16 ปี ในขนาดต่าง ๆ กัน หากสงสัยปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มก็สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ทุกแห่ง

คำถาม     ลูกสาวอายุ 1 ขวบ 1 เดือน ฟันขึ้นมาแล้ว 3-4 ซี่ จะทำอย่างไรเพื่อให้ฟันขึ้นมากกว่านี้ จำเป็นต้องให้ยาบำรุงรับประทานหรือไม่
คำตอบ    ไม่ต้อง ให้สังเกตดูต่อไป เด็กบางคนฟันขึ้นช้าได้ ถ้าขึ้นช้าผิดปกติมากจึงจะแนะนำให้เอ็กซเรย์ดูพัฒนาการของการขึ้นของฟัน ซึ่งแล้วแต่ทันตแพทย์จะเห็นสมควร ถ้าเด็กดื่มนมและรับประทานอาหารได้ตามปกติที่กุมารแพทย์แนะนำ ก็จะได้รับแคลเซียมและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อฟันเพียงพอ ให้คิดถึงข้อดีของฟันขึ้นช้าก็ผุช้า พบน้อยมากที่ฟันน้ำนมจะขาดหายไปหลาย ๆ ซี่

คำถาม     ลูกอายุ 7 ขวบ 3 เดือน ฟันหน้าหลุดไปประมาณ 5 เดือนแล้ว ยังไม่มีฟันขึ้นมาอีกเลยเป็นเพราะอะไร
คำตอบ     คงหมายถึงฟันน้ำนมด้านหน้าบนที่หลุดออกไปแล้วยังไม่มีฟันถาวรขึ้นมาแทน ฟันถาวรซี่นี้ขึ้นในระหว่าง 7-8 ขวบ อายุ 7.3 ขวบ ยังไม่ถือว่าช้าไปปกติพอฟันน้ำนมหลุดออกไปฟันถาวรก็จะดันตัวออกมาพอดีเวลากัน แต่บ่อยครั้งที่หลุดไปก่อนนานหลายเดือนฟันถาวรจึงจะขึ้น เป็นธรรมชาติของเขาเองไม่ต้องกังวล ให้สังเกตดูบริเวณเหงือกซี่นั้นจะมีกระดูกนูน ๆ อยู่ คล้ายซี่ฟันกำลังจะขึ้นหากสงสัยทันตแพทย์จะเอ็กซเรย์ดูว่ามีหน่อฟันถาวรหรือไม่ ถ้ามีก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นให้ขึ้นออกมาเอง แต่ถ้าทันตแพทย์เห็นเวลาช้าผิดปกติเกินไป ก็อาจพิจารณาผ่าตัดเหงือกบริเวณนั้นเล็กน้อย

คำถาม     ลูกอายุ 10 ขวบ คุณหมอบอกว่าฟันดีแล้ว และเคลือบฟลูออไรด์ให้อยากทราบว่าการเคลือบฟลูอออไรด์จะป้องกันอะไรบ้าง และฟลูออไรด์มีประโยชน์อย่างไร
คำตอบ    การเคลือบฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุได้ในระดับหนึ่ง ควรทำร่วมกับการป้องกันฟันผุด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วยจึงจะป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การผนึกหลุมร่องฟัน การใช้เส้นใยไนล่อนขัดซอกฟัน การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ การรับประทานอาหารแป้ง และน้ำตาลให้ถูกต้องและการพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
การเคลือบฟลูออไรด์ได้ประโยชน์ที่ผิวเคลือบฟันด้านเรียบ ทำให้ผิวเคลือบฟันแข็งแรงทนต่อการกัดกร่อนของกรดที่เกิดจากปฏิกิริยาของแบคทีเรีย และน้ำตาลซึ่งป้องกันได้ชั่วคราว เมื่อผลึกฟลูออไรด์ที่เคลือบไว้หลุดออกเพราะการสึก เนื่องจาการบดเคี้ยวอาหารและการแปรงฟันก็ควรเคลือบซ้ำ ๆ อีกทุก 6 เดือน แม้ฟันในตอนนี้ดีแล้ว แต่อาจผุเมื่ออายุมากกว่านี้ก็ได้ จึงควรเคลือบฟลูออไรด์ไว้ให้ต่อเนื่อง ฟลูออไรด์ให้ผลในการป้องกันฟันผุน้อยมากที่บริเวณหลุมร่องฟัน เพราะฉะนั้นจึงควรป้องกันฟันผุด้วยการผนึกหลุมร่องฟันร่วมด้วยเสมอ

คำถาม      การทำความสะอาดฟันเด็กอายุประมาณ 9 เดือนควรทำอย่างไร
คำตอบ    ใช้แปรงเด็กเล็กแปรงฟันที่ขึ้นแล้ว ไม่ต้องใส่ยาสีฟัน ถ้าฟันขึ้นชิดกันให้ใช้ไหมขัดซอกฟันให้ด้วย บริเวณเหงือกและเนื้ออ่อนทั้งหมดรวมทั้งเพดาน กระพุ้งแก้ม ลิ้น ให้ใช้ผ้านุ่มสะอาดชุบน้ำเช็ดถูคราบนมและอาหารออก นอกจากเป็นการป้องกันฟันผุให้ลูกแล้ว ยังเป็นการทำให้เขาคุ้นเคยกับความสะอาดในช่องปากและเคยชินกับการมีสิ่งของเข้าไปในปากตั้งแต่เด็ก ๆ ต่อไปก็จะง่ายต่อการดูแลรักษาทันตสุขภาพโดยทันตแพทย์ ควรทำความสะอาดเช่นนี้ทุกเช้า-เย็น ในเวลาอาบน้ำ

คำถาม     ลูกชายอายุ 1 ปี 4 เดือน ฟันหน้าขึ้น 5 ซี่ ฟันล่างประมาณ 4 ซี่ ไม่เคยทำความสะอาดฟันเลย เพราะมักจะหลบหน้าไม่ยอมให้ทำความสะอาดให้ แต่ดื่มน้ำเก่งมากรับประทานข้าวเสร็จจะดื่มน้ำเป็นขวด ๆ เลย อยากทราบว่าเศษอาหารจะทำให้ฟันแกผุใช่หรือไม่
คำตอบ    แผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เหนียวมีสี และมองไม่เห็นต่างหากที่ทำให้ฟันผุ ไม่ใช่เศษอาหารชิ้นโตที่บ้วนออกได้ แต่แผ่นคราบจุลินทรีย์นั้นต้องใช้แปรงขัดถูกจึงจะออก การดื่มน้ำหรือบ้วนปากไม่สามารถกำจัดออกได้ แผ่นคราบที่มองไม่เห็นนี้ถ้าเอาเล็บขูดดูจะเห็นเป็นขี้ฟันติดเล็บออกมา เด็กอายุขนาดนี้ ส่วนมากเกิดจากนมควรพยายามแปรงฟันเช็ดปากให้ทุกวัน เขาอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุง่าย การดื่มน้ำเก่งมากไม่ทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์หลุด เพียงแต่กำจัดเศษอาหารชิ้นใหญ่ได้เท่านั้น

คำถาม     ตอนนี้ซื้อแปรงสีฟันเล็ก ๆ ให้ลองถือเองแต่ก็ไม่ยอม
คำตอบ     เป็นธรรมชาติของเด็กที่ไม่ชอบให้มีอะไรเข้าในปากนอกจากขนม เราจะปล่อยตามใจให้แปรงเองในอายุขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องหัดให้เขาเคยชินตั้งแต่ยังเล็กอยู่จนกลายเป็นวินัยที่ถึงเวลาเขาจะต้องให้ทำความสะอาดช่องปากให้แม้จะไม่ชอบ แต่เมื่อเคยชินแล้วเขาก็จะยอมไปเอง

คำถาม     ควรจะทำอย่างไรในการแปรงฟันให้ลูก
คำตอบ    จับลูกให้นอนหนุนตักแม่ หันตัวและเท้าไปข้างหน้า หน้าแม่และตัวลูกหันไปทางเดียวกันในท่า 12 นาฬิกา เพื่อแม่จะได้ก้มหน้าดูในปากลูกได้สะดวก นั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ก็ได้ ใช้มือข้างซ้ายช่วยจับและควบคุมให้ลูกอ้าปากในขณะที่มือขวาแปรงฟันหรือเช็ดปากให้ ถ้าลูกดิ้นให้ใช้แขนซ้ายและลำตัวแม่หนีบศรีษะไว้ในขณะทำต่อไปก็จะง่ายขึ้น ในเด็กให้แปรงขวางและโยกไปมาสั้น ๆ ทีละ 2-3 ซี่ ทำซ้ำ ๆ ที่เดิมหลาย ๆ ครั้งแล้วจึงขยับไปที่อื่นให้ทั่วถึง ถ้าเด็กยังบ้วนปากไม่เป็นไม่ต้องใส่ยาสีฟัน ถ้าบ้วนปากเป็นแล้ว ให้เริ่มใช้ยาสีฟันในปริมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวเวลาแปรงฟันให้แปรงโดนเหงือกตรงบริเวณคอฟันด้วยเล็กน้อย มิฉะนั้นเหงือกที่อยูใกล้คอฟันจะอักเสบ

คำถาม     การดื่มน้ำช่วยทำความสะอาดได้บ้างหรือไม่
คำตอบ    การดื่มน้ำช่วยทำความสะอาดได้เฉพาะเศษอาหารชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวไม่ละเอียดและตามองเห็นได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถขจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เหนียวเป็นแผ่นบางไม่มีสี มองไม่เห็นแต่รู้สึกสาก ๆ ได้ ต้องขัดถูด้วยแปรงสีฟันและไหมขัดฟันจึงจะออก การดื่มน้ำสามารถเจือจางคราบนมที่หลงเหลืออยู่ในปากเด็กออกได้บ้าง แต่ไม่เหมือนการแปรงฟัน

คำถาม     ลูกอายุ 8 ขวบ 10 เดือน ปกติฟันน้ำนมโยกและหลุดเอง แต่ของลูกไม่โยกและไม่หลุด ต้องถอนออกไปรวม 5 ซี่แล้ว ทั้งที่ฟันยังแข็งแรงอยู่ ไม่ทราบว่าการที่ฟันไม่โยกหลุดเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปนั้นผิดปกติหรือไม่
คำตอบ    ไม่ผิดปกติ เป็นธรรมชาติของเด็กบางคนการถอนฟันน้ำนมอย่างนี้ ดีกว่าการถอนฟันผุมากจนรักษาไม่ได้การที่ฟันน้ำนมไม่หลุดเองต้องถอนออกนั้น ไม่ทำให้ฟันเกอย่างถาวร อาจเกนิดหน่อยในระยะแรกแต่ก็จะเข้าที่เดิมได้เอง ไม่ต้องกังวล

คำถาม     ลูกอายุ 8 ปี เคยไปหาคุณหมอรักษาฟันและครอบเอาไว้ตอนนี้ฟันถาวรขึ้นมา แต่ฟันที่ครอบไว้ไม่ยอมหลุดสามารถถอนออกได้หรือไม่
คำตอบ    ถ้าไม่แน่ใจว่าฟันถาวรที่ขึ้นมาเป็นฟันที่จะอยู่ในตำแหน่งที่ฟันน้ำนมครอบไว้ ก็ควรรีบถอนฟันน้ำนมที่ครอบไว้ออก แต่บางทีอาจไม่ใช่ ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อถอนฟันน้ำนมให้ถูกซี่ อาจเป็นฟันข้างเคียงกันก็ได้ การครอบฟันไม่ทำให้ฟันน้ำนมแข็งแรงไม่ยอมหลุด ยังคงเป็นปกติเหมือนฟันที่ไม่ได้ครอบ

คำถาม     จะพาเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ได้วันใดบ้าง
คำตอบ    วันเปิดราชการ เปิดตั้งแต่ 8.30-16.00 น. ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ รวมทั้งช่วงเวลาปิดเทอมการเรียนการสอนของนิสิตด้วย

คำถาม     ลูกอายุ 1 ขวบ 6 เดือน ฟันบนล่างขึ้นมาแล้วอย่างละ 4 ซี่ ชอบใช้ฟันกัดผ้าระบายหมอนหนุนนี้จะเป็นอันตรายต่อฟันหรือไม่
คำตอบ    ผ้าระบายหมอนหนุนไม่ใช่ของแข็ง ไม่เป็นอันตรายอะไรนอกจากสกปรกควรเปลี่ยนหมอนหนุนไม่ให้มีระบาย

คำถาม     ถ้าในกรณีที่กัดบ่อย ๆ กัดแล้วดึงมีโอกาสที่จะทำให้ฟันหน้ายื่นได้หรือไม่
คำตอบ    ไม่ยื่น เพราะใช้เฉพาะฟันกัด ริมฝีปากจะช่วยทำให้ฟันอยู่ในที่เดิมได้ไม่เหมือนการดูดนิ้วที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน แรงดันจาการดูดนิ้วมีมากกว่าทำให้กระดูกเพดานและฟันยื่นได้ เพราะการดูดนิ้วสัมผัสฟันและกระดูก แต่การกัดผ้าระบายหมอนกระดูกเพดานไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยฟันจึงไม่ยื่น

คำถาม     เด็กสามารถจะจัดฟันได้เมื่ออายุเท่าไร
คำตอบ    ความจริงจัดเร็วเท่าไรยิ่งดี แต่ปัญหาคือเด็กไม่ร่วมมือส่วนมากจึงคอยให้เด็กโต ฟันเขี้ยวถาวรขึ้นแล้ว ซึ่งอายุประมาณ 12-13 ปี แต่ถ้าเด็กร่วมมือและมีฟันเกในระยะเริ่มแรกที่ควรรีบแก้ไข แม้ในฟันน้ำนมก็สามารถทำได้  จึงควรให้ทันตแพทย์ประเมินดูก่อน การจัดฟันนั้นมีหลายระยะ ตั้งแต่เป็นน้อยป้องกันไม่ให้เป็นมาก เป็นในระดับปานกลางที่เคลื่อนที่ฟันเล็กน้อย และเป็นมากที่ต้องให้การรักษาซับซ้อน จึงควรให้ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กประเมินในระยะแรกก่อน เพื่อวินิจฉัยโรคว่าควรจัดฟันเมื่อใด ถ้าเห็นสมควรปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน ก็จะได้ดำเนินการต่อไป

คำถาม     ลูกอายุ 13 เดือน ทำอย่างไรให้ฟันขึ้นสวยเป็นระเบียบ เพราะฟันมีลักษณะซ้อนเก และฟันด้านล่างแซงด้านหน้าบน ขึ้นด้านละ 2 ซี่ โตขึ้นแล้วจะหายหรือไม่
คำตอบ    ไม่สามารถทำอะไรได้ในเด็กอายุขนาดนี้ ควรเฝ้าดูและสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่อไปก่อน การมีฟันน้ำนมซ้อนเกไม่ได้หมายความว่าฟันถาวรต้องเกด้วยเสมอไป เพราะกระดูกและฟันยังคงมีการเจริญเติบโตและพัฒนาต่อไปอีกหลายปีจนกว่าจะมีฟันถาวรขึ้นครบ ระหว่างที่กระดูกขากรรไกรขยายตัวเพื่อรองรับการขึ้นของฟันถาวรนี้ อาจทำให้เด็กที่มีฟันน้ำนมเก แต่ฟันถาวรขึ้นสวยเป็นระเบียบก็ได้ นอกเสียจากพ่อ แม่ฟันเก ซึ่งลูกก็จะรับกรรมพันธุ์นั้นมาด้วย

คำถาม     การอมเกลือทุกเช้ามีผลเสียต่อเหงือกหรือไม่
คำตอบ    การอมเกลือเป็นผลดีต่อเหงือก เกลือเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งที่มีเนื้อหยาบ หากนำผลเกลือไปแปรงฟันจะเป็นผลเสียต่อฟัน ฟันจะสึกเนื่องจากการขัดถูกับผงเกลือเป็นเวลานาน ถ้าแน่ใจว่าอมอย่างเดียวไม่ได้แปรงก็ไม่ได้แปรงก็ไม่เป็นไร ถ้าจะให้ปลอดภัยก็ควรละลายเกลือให้เป็นน้ำเสียก่อนจึงค่อยอม

คำถาม      การที่เราจะพาลูกไปทำฟันแล้วลูกเกิดร้องไห้ เพราะความกลัวก่อนการทำฟัน ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ที่พาลูกไปควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรดี
คำตอบ    เมื่อทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยให้ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กเป็นผู้ดูแลรักษาฟันแก่ลูก ก็ต้องมั่นใจว่าทันตแพทย์จะทำให้ลูกหายกลัวได้ การร้องไห้ เพราะความกลัวก่อนการทำฟันไม่ใช่สิ่งที่เจ็บปวดทรมานแตกต่างจากการร้องไห้เพราะเจ็บปวดจากโรคฟันผุ และการรักษายุ่งยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรสงสารมากกว่า กรณีนี้พ่อแม่ควรวางเฉยกับการร้องไห้ของลูก และให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์โดยไม่พูดอะไร เมื่อเด็กเห็นว่าพ่อแม่ไม่ใจอ่อนเขาก็จะยอม บางครั้งพ่อแม่อยู่ด้วยเด็กยิ่งมีพฤติกรรมไม่ดี กรณีนี้ทันตแพทย์อาจขอให้พ่อแม่รออยู่ข้างนอกก่อน ซึ่งทันตแพทย์จะทำในเด็กที่โตพอและเข้าโรงเรียนแล้ว ส่วนเด็กเล็กที่ยังไม่เคยแยกจากพ่อแม่ทันตแพทย์จะให้พ่อแม่อยู่ด้วย แม้เด็กจะยังร้องไห้ขณะให้การรักษาก็ไม่เป็นไรเพราะเรารู้ว่าเขาร้องไปอย่างนั้นเองไม่ได้มีความเจ็บปวดจริง ๆ พ่อแม่ไม่ควรสงสารลูกจนเกินไปจนทำให้ลูกเสียโอกาสในการเรียนรู้การปรับและเสริมพฤติกรรมจากทันตแพทย์ ควรสงสารเมื่อเขามีทันตสุขภาพที่แย่และเจ็บปวดจริงมากกว่า เพราะด้วยขบวนการรักษาฟันผุที่ยุ่งยากซับซ้อน อาจทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเด็กร้องไห้เพียงเพราะกลัวหรือไม่ชอบใจกับการรักษาง่าย ๆ ที่ไม่มีความเจ็บปวด ก็ควรวางแผนและร่วมมือกับทันตแพทย์อย่างไรก็ตาม ขอให้สบายใจว่าแม้การรักษาอาจจะยุ่งยากซับซ้อนจนมีความเจ็บปวด แต่เมื่อเด็กผ่านขั้นตอนการทำให้หายกลัวแล้ว เขาก็จะสามารถยอมรับการรักษาได้ ไม่มีความเจ็บปวดใดที่มากเกินจนเด็กอดทนไม่ได้ในการรักษาปัจจุบันนี้

คำถาม     ข้อแนะนำอื่น ๆ ในการดูแลอนามัยในช่องปากของลูก
คำตอบ    พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับฟันของลูก เพราะถ้าฟันดีสุขภาพทั่วไปก็ดีด้วย ถ้าไม่มีความผิดปกติใด ๆ ควรให้ลูกพบทันตแพทย์ตั้งแต่เขาอายุ 2-3 ขวบ และก่อนหน้านี้ควรจัดให้เขาเคยชินกับการทำความสะอาดช่องปากโดยการเช็ดปาก แปรงฟัน เลิกดูดนมขวดตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เพื่อป้องกันฟันผุ และหัดให้เคยชินกับการมีปากสะอาด ปราศจากคราบจุลินทรีย์รวมทั้งเคยชินต่อการมีสิ่งของเข้าปากตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งนอกจากจะทำให้ง่ายต่อการเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำฟันแล้ว ยังทำให้เขาไม่มีฟันผุ หรือผุน้อย และการให้การดูแลรักษาโดยทันตแพทย์ก็ง่าย เพราะเขาจะให้ความร่วมมือดี ไม่ต่อต้านเมื่อจำเป็นต้องมีเครื่องมือทันตแพทย์นี้เข้าไปอยู่ในปากขณะทำการรักษา
ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อเคลือบฟลูออไรด์ ผนึกหลุมร่องฟัน และขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่นหนุ่มสาวซึ่งเป็นช่วงอายุที่อัตราฟันผุสูงกว่าในวัยอื่น
ข้อสำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกในการดูแลรักษาทันตสุขภาพของตนเองด้วย