thai
eng

การพาลูกไปพบทันตแพทย์

รองศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิง ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล
ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก

คำถาม     ทันตแพทย์ทั่วไปและทันตแพทย์สำหรับเด็กมีความแตกต่างกันอย่างไร
คำตอบ    ทันตแพทย์ทั่วไป คือ ทันตแพทย์ที่จบทันตแพทยศาสตร์บัณฑิตที่สามารถทำงานทั่ว ๆ ไปได้ทุกอย่างและจะดูแลเด็กที่ไม่มีปัญหาทางพฤติกรรม หรือปัญหาในการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนได้
ทันตแพทย์สำหรับเด็กจะเป็นทันตแพทย์ทั่วไปที่เรียนต่อระดับหลังปริญญาในสาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก และได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษในการรักษาเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือเด็กที่มีปัญหาทางพัฒนาการและโรคทางระบบต่าง ๆ
งานทันตกรรมสำหรับเด็กเป็นงานที่เกี่ยวกับการป้องกันและจะต้องติดตามดูผลพัฒนาการของเด็ก เช่น ในช่องปากของเด็กว่ามีความผิดปกติในช่วงพัฒนาการ ฉะนั้นเด็กที่มีพัฒนาการปกติให้ความร่วมมือดีก็จะมีทันตกรรมแพทย์ทั่วไปดูแลให้และทันตกรรมแพทย์สำหรับเด็กเป็นผู้ดูแลเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมพัฒนาการและโรคทางระบบอื่น ๆ

คำถาม     คุณพ่อ คุณแม่จะมีส่วนช่วยให้ลูกมีประสบการณ์ที่ดีในการไปพบหมอฟันได้อย่างไร
คำตอบ    การที่จะให้ลูก ๆ มีประสบการณ์ที่ดีต้องเริ่มจากการพาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาในช่องปาก ทันตแพทย์สำหรับเด็กจะแนะนำให้พาบุตรของท่านไปพบทันตแทพย์ตั้งแต่ช่วงทารก คือ ตั้งแต่อายุ 6 เดือนและช้าที่สุดคือ 1 ขวบ เพื่อจะให้คำแนะนำในด้านทันตกรรมป้องกันและการดูแลเกี่ยวกับเรื่องอาหารและการให้นมได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการดูแลความสะอาดในช่องปากตลอดจนการให้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นการป้องกัน ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้ปกครองรู้จักวิธีการดูแล และเลี้ยงลูกให้ถูกต้องก่อนที่จะเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดี
สำหรับเด็กกลุ่มที่คุณแม่ดูแลใส่ใจในความสะอาดช่องปากเป็นประจำอย่างถูกวิธี และได้รับฟลูออไรด์เสริมอย่างสม่ำเสมอก็อาจพาลูกของท่านไปในช่วงที่เด็กมีอายุประมาณ 2 - 3 ขวบ โดยที่เด็กยังไม่มีปัญหาใด ๆ จะเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้ลูก ๆ ได้เรียนรู้ คือ ทันตแพทย์จะเริ่มทำงานง่าย ๆ โดยจะมีกาตรวจช่องปาก สอนแปรงฟัน ขัดฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นงานป้องกันง่าย ๆ และใช้เวลาสั้น ๆ ก็จะเสร็จได้อย่างรวดเร็วเด็ก ๆ จะมีประสบการณ์ที่ดี ในกรณีเด็กบางคนต้องไปหาหมอฟัน เมื่อปวดฟันแล้วคุณพ่อ คุณแม่อาจจะช่วยได้นิดหนึ่ง คือ บอกว่าเดี๋ยวจะพาไปหาหมอฟันนั้นจะหายปวด จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เด็กเกิดประสบการณ์ที่ดี แต่คงไม่ต้องไปลงรายละเอียดว่าเดี๋ยวหมอจะฉีดยา หรือทำอะไรให้เพียงเตือนให้เขารู้ว่าเดี๋ยวหมอฟันจะเป็นผู้ที่มาทำให้หายปวดฟัน ฟันจะสวยขึ้น ทางที่ดีควรพาไปพบทันตแพทย์ก่อนที่จะมีปัญหา เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

คำถาม     คุณพ่อ คุณแม่จะต้องเตรียมตัวลูกอย่างไร ก่อนที่จะพาลูกไปพบทันตแพทย์
คำตอบ    โดยทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องเตรียมตัวมาก คุณพ่อ คุณแม่บางคนจะอธิบายรายละเอียดมากกว่าคุณหมอจะมีเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย โดยคุณพ่อ คุณแม่อาจจะใช้ศัพท์ที่ทำให้เด็กเกิดความกลัวได้ การติดสินบนลูกว่าเดี๋ยวจะพาไปพบหมอฟัน คุณพ่อ คุณแม่จะซื้อไอศกรีมให้ หรือซื้อของเล่นให้ถ้าหนูทำตัวดี ๆ จะทำให้เกิดของเล่นให้ถ้าหนูทำตัวดี ๆ จะทำให้เกิดภาพพจน์ว่าทำไมคุณพ่อ คุณแม่ถึงต้องติดสินบนมีอะไรที่น่ากลัวหรือไม่ ซึ่งทำให้เด็กอาจเกิดความวิตกกังวลได้ และเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรทำ ควรเตรียมเพียงว่า “คุณพ่อ คุณแม่จะพาไปพบหมอฟันให้คุณหมอฟันนับฟัน และสอนวิธีทำความสะอาดให้” ก็เพียงพอแล้ว ถ้าบรรยายมากไปเด็กจะเกิดความกลัว หรือถ้าบอกว่าหมอไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ใช่อีก เพราะคุณหมออาจจะทำอะไรให้บ้าง อย่างเช่น แปรงฟันให้ ที่สำคัญอย่าไปบอกลูกว่าไม่เจ็บ ไม่ต้องกลัว เพราะจะเป็นคำพูดที่ทำให้เขารับรู้ได้เลยว่าต้องมีอะไรที่น่ากลัว หรือเจ็บแน่ ๆ ความกลัวการทำฟันของคุณพ่อ คุณแม่มีผลต่อพฤติกรรมของลูกได้โดยไม่ตั้งใจ ฉะนั้นคุณพ่อ คุณแม่ที่กลัวการทำฟันควรจะพูดให้น้อยลง เช่นบอกว่า จะพาไปพบหมอฟัน ไปนั่งเรือบินแล้วคุณหมอจะนับฟัน และสอนวิธีแปรงฟันให้

คำถาม     นั่งเรือบินคืออะไร
คำตอบ    นั่งเรือบิน คือเรามีเก้าอี้ที่เลื่อนขึ้นลงได้ ซึ่งทำให้เด็กคิดว่าคล้ายเครื่องบิน หมอมีเครื่องบินขึ้นลงได้หรือมียานอวกาศแล้วก็อาจทำให้เด็กดูก่อนที่จะให้เด็กขึ้นไปนั่งจริง ๆ เพื่อให้เด็กไม่เกิดความกลัว

คำถาม     ถ้าคุณพ่อ คุณแม่บางคนชอบหลอกลูกว่าจะพาลูกไปเที่ยว แต่จริง ๆ แล้วจะพาไปพบหมอฟันจะเป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบ    คุณพ่อ คุณแม่ไม่ควรหลอกลูก ควรจะบอกความจริงแก่ลูก และควรจะบอกในแง่บวกว่าจะพาไปพบคุณหมอเพื่อที่จะให้คุณหมอทำฟันให้ดูสวยและดูหล่อ หรือบอกว่าจะพาไปพบคุณหมอเพื่อที่จะดูแลฟันและสอนวิธีแปรงฟัน หรือพูดในสิ่งที่ดี ๆ การหลอกลูกจะทำให้ลูกเกิดความไม่ไว้วางใจในผู้ปกครองและคุณหมอด้วย เพราะว่าเด็กจะคิดว่าถูกหลอกมาทุกครั้งเลย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับท่าทีของคุณพ่อ คุณแม่เองด้วยว่าถ้าเห็นว่าการทำฟันเป็นเรื่องธรรมดาปกติ ไม่เป็นเรื่องต้องอาศัยความกล้าหาญ และทำเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ลูกก็จะเรียนรู้ว่านี่เป็นสิ่งธรรมดาในชีวิตที่เขาจะต้องประสบเท่านั้นเอง              

คำถาม     คุณพ่อ คุณแม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปห้องกับลูกด้วยหรือไม่ หรือว่าควรจะให้ลูกเข้าไปในห้องแล้วคุณพ่อ คุณแม่ออกมานั่งรอข้างนอก
คำตอบ    โดยทั่ว ๆ ไปถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบคุณพ่อ คุณแม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องด้วยเพราะเด็กในวัยนี้ เด็กค่อนข้างจะกลัวการแยกจากกันกับคุณพ่อ คุณแม่ ส่วนในเด็กที่มีอายุเกิน 3 ขวบไปแล้ว หรือเด็กที่เรียนรู้สังคม วิธีการอยู่เป็นกลุ่มหรือเด็กที่เข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วเขาก็จะเรียนรู้การอยู่กับทันตแพทย์ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการคือ
1.  คุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณพ่อ คุณแม่เองเป็นคนที่มีความกลัวมาก อาจมีน้ำเสียง หรือท่าทางที่ต้องการจะช่วยเหลือลูก หรือต้องการที่จะปลอบลูกแต่จะทำให้ลูกรับรู้ถึงความกลัวมากขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่ที่กลัวอาจจะมีน้ำเสียงที่แสดงถึงความวิตกกังวลสูง ซึ่งเด็กจะรับรู้ได้ดีมาก ๆ ว่าขณะนี้คุณพ่อ คุณแม่กำลังมีความเครียด หรือความวิตกกังวลอยู่จะทำให้ความต้องการช่วยลูกไม่ให้กลัวกลายเป็นการสร้างความกลัวให้ลูก หรือบางทีคุณพ่อ คุณแม่อาจจะใช้คำพูด หรือศัพท์ที่ทำให้เกิดความกลัวมากยิ่งขึ้นอีกขณะที่คุณหมอทำฟันก็อาจจะมีเลือดออก เช่นในกรณีการรักษาโพรงประสาทฟัน คุณพ่อ คุณแม่อาจจะบอกว่า อุ้ย! มีเลือดออกมาเยอะแยะโดยที่คุณพ่อ คุณแม่ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่พูดจะมีผลกับเด็ก
2.  เด็ก จะมีเด็กที่ให้ความร่วมมือดี ซึ่งเป็นเด็กยอมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้เป็นอย่างดีจะเป็นเด็กซึ่งให้ความร่วมมือได้ดีไม่ว่าคุณพ่อ คุณแม่จะอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม
3.  ทันตแพทย์ ในบางโอกาสทันตแพทย์อาจรู้สึกว่าทำงานยากขึ้น เพราะคุณพ่อ คุณแม่อาจจะพูดเสริมตลอด แม้คุณพ่อ คุณแม่ต้องการจะช่วยแต่กลายเป็นว่าใช้คำพูดที่ไม่สื่อ และทำให้เด็กเกิดความกลัวด้วย บางทีทันตแพทย์ก็อยากจะสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับเด็ก หรืออยากจะอธิบายด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยเฉพาะว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วเด็กจะรู้สึกอย่างไรเราจะมีวิธีที่เรียกว่า “บอก แสดง และทำ” อย่างเช่น เรากำลังจะขัดฟันเด็กเราก็จะบอกเด็กว่าอันนี้คือแปรงสีฟันแล้ว เราก็หมุน ๆ แปรงแล้วทำเสียงเหมือนกับเสียงรถไฟ เพื่อให้เด็กรู้ว่าเป็นอย่างนี้แล้วก็แสดงให้ดูที่นิ้วมือเด็กแล้ว จึงนำเข้าไปทำในช่องปากเด็ก เพื่อให้เด็กรับรู้เป็นขั้นตอนจากการฟัง จากการเห็น จากการสัมผัส แล้วจึงจะนำเข้าไปในช่องปากทำให้เด็กลดความกลัวลงเพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเห็นแล้วเขาได้รับการสัมผัสแล้ว จึงนำเข้าไปในช่องปากเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งบางทีคุณพ่อ คุณแม่ไม่เข้าใจก็อาจจะใช้คำพูดที่น่ากลัว ซึ่งอาจทำให้สิ่งที่ทันตแพทย์พยายามที่จะเตรียมตัวเด็กโดยการใช้คำพูดง่าย ๆ เพื่อให้เด็กเข้าใจกลายเป็นเรื่องน่ากลัวได้ เพราะฉะนั้นในบางโอกาส ทันตแพทย์ก็อาจจะบอกคุณพ่อ คุณแม่ได้ว่าขอความกรุณารอข้างนอกจะดีกว่า เพื่อให้ทันตแพทย์ได้สร้างความสัมพันธ์กับเด็กโดยตรง
เพราะฉะนั้นก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้ง 3 คือถ้าคุณพ่อ คุณแม่อยู่ในห้องก็ควรเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ แล้วไม่พูด หรือแสดงท่าทีใด ๆ เช่น นั่งอ่านหนังสือ คุณหมอจะทำอะไรก็ปล่อยให้คุณหมอกับลูกได้คุยกันตามลำพังก็เหมือนกับการมานั่งสังเกตการณ์เงียบ ๆ มาอยู่เป็นเพื่อนลูก และไม่ได้คุยหรือเสริมสอดแทรกมากมายก็จะทำให้ทันตแพทย์ทำงานง่ายและสะดวกขึ้น

คำถาม     หากในช่วงที่กำลังทำฟันและลูกเกิดร้องไห้ขึ้นมาคุณพ่อ คุณแม่ควรจะทำอย่างไร
คำตอบ    ก่อนอื่นคุณพ่อ คุณแม่คงจะทราบว่าโดยทั่วไปแล้วการร้องไห้ของลูกมีสาเหตุ 4 อย่าง คือ
1.  ร้องไห้เพราะถูกขัดใจ เด็กบางคนร้องไห้เพราะถูกขัดใจแล้วก็อาละวาด เพราะบางทีเขาก็ไม่อยากมานั่งเฉย ๆ นาน ๆ ให้ทันตแพทย์หรือนั่งอ้าปากนาน ๆ เขาก็จะร้องเพราะถูกขัดใจ
2.  ร้องไห้เพราะตกใจกลัว มักจะเป็นเด็กเล็กอายุประมาณ 2 ขวบ คือ เขาจะไม่เข้าใจกรรมวิธีของทันตแพทย์ถึงแม้จะพยายามสร้างสัมพันธ์กับเด็กแล้วจึงจะทำงานก็ตาม
3.  ร้องไห้เพราะร้องไปอย่างนั้นเอง เหมือนกับเป็นลูกคู่กับเครื่องกรอฟัน หรืออาจร้องไห้เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องนอน โดยคุณพ่อ คุณแม่อาจต้องสังเกตว่าเวลาตอนบ่ายจะเป็นเวลาที่เขาจะง่วงนอนจึงทำให้เด็กงอแง
4.  ร้องไห้เพราะเจ็บ
ซึ่งการทำงานทันตกรรมสำหรับเด็กจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก โดยเราจะใส่ยาเขาซึ่งจะเรียกว่า “ยาซึ่งทำให้ฟันนอนหลับ” เพื่อที่จะไม่ทำให้เด็กนั้นมีความรู้สึกเจ็บเลย ซึ่งจะใช้กรรมวิธีที่นุ่มนวล โดยใช้ครีมทาบริเวณที่เหงือกเพื่อให้เกิดอาการชาที่เหงือก               

คำถาม     จะมีการฉีดยาชาหรือไม่
คำตอบ    เราจะไม่ใช้คำว่า “ฉีดยาชา” แต่จะใช้คำว่าหยอดน้ำยาให้ฟันนอนหลับ ซึ่งเป็นการทำทันตกรรมที่ไร้ความเจ็บปวดให้เด็ก ๆ โดยเราจะต้องแน่ใจก่อนว่ามีอาการชาแล้วเราจึงเริ่มอุดฟัน ถอนฟัน หรือการรักษารากฟันให้ เพราะฉะนั้นหากเด็กร้องไห้คงจะเป็นการร้องด้วยสาเหตุต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้นที่ไม่ใช่การร้องไห้เพราะเจ็บ ซึ่งไม่ต้องวิตกกังวลมากมาย ดังนั้นถ้าคุณพ่อ คุณแม่ได้ยินลูกร้องก็ลองนั่งฟังดูว่าเสียงร้องอย่างนี้เป็นเสียงร้องธรรมดาที่เคยได้ยิน เช่น การที่เราพาลูกไปส่งโรงเรียนแล้วเขาไม่อยากไป เราขัดใจเขาอย่างนั้น เขาก็อาจจะหงุดหงิดเป็นต้น เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่เฉย ๆ ดูสถานการณ์ ถ้าทันตแพทย์ ขอร้องให้เราออกจากห้องเราก็ต้องเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย ถ้าทันตแพทย์เห็นว่าถ้าคุณพ่อ คุณแม่อยู่ด้วยก็ไม่มีความแตกต่างเช่นนั่งอยู่เฉย ๆ อาจจะช่วยปลอบลูกบ้าง แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรให้ทันตแพทย์เป็นคนพูดกับเด็กจะดีกว่าเป็นการลดบทบาทของคุณพ่อ คุณแม่ลงเพื่อให้ทันตแพทย์ และเด็กสร้างความสัมพันธ์ต่อกันมิฉะนั้นหากไม่มีคุณพ่อ คุณแม่อยู่ด้วย ลูกก็จะทำฟันไม่ได้ก็จะลำบากคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องอยู่ด้วยทุกครั้งเมื่อมีการทำฟัน

คำถาม     หากว่าตามปกติแล้วลูกเป็นคนที่กลัวหมอค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่สบายบ่อยแล้วก็ต้องไปพบแพทย์แล้วก็จะโดนฉีดยาบ่อย และมักจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับคุณหมอไม่ว่าคุณหมอจะให้ทำอะไรก็ตาม กรณีนี้จะเป็นปัญหาสำหรับทันตแพทย์หรือไม่
คำตอบ    เด็กซึ่งเคยมีประสบการณ์ไม่ดีในการไปพบแพทย์เด็กมาก่อน เช่น เจ็บป่วยบ่อยแล้วโดนฉีดยาบ่อย เมื่อไปพบทันตแพทย์ก็จะเกิดความกลัวเหมือนกัน เพราะทันตแพทย์ก็จะใส่ผ้าปิดปากคล้ายแพทย์และมีเสื้อคลุมสีขาวคล้าย ๆ กัน แล้วเขาก็จะจำเหตุการณ์ที่ไปพบหมอเด็กได้ อย่างไรก็ตามคุณพ่อ คุณแม่ไม่ต้องวิตกกังวลมากในการที่จะพาลูกไปพบทันตแพทย์ และคุณพ่อ คุณแม่ก็ไม่ควรคาดหวังสูงว่าเขาจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
บางทีก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าประสบการณ์ครั้งที่แล้วไปพบแพทย์เด็กกับการมาพบทันตแพทย์ จะเหมือนกันเพราะลักษณะงานต่างกัน และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กจะต่อต้านหรือร้องไห้ หรืออาจจะยอมให้ความร่วมมือแต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณพ่อ คุณแม่พาเด็กไปพบทันตแพทย์ก็ควรบอกให้ทันตแพทย์ทราบด้วยว่าเด็กมีประสบการณ์อย่างไรมาก่อน ซึ่งทันตแพทย์จะได้รับทราบข้อมูลจากประวัติเดิม เพื่อจะได้เตรียมการโดยใช้วิธีการจิตวิทยาและปรับวิธีการรักษาให้เข้ากับเด็ก

คำถาม     การพบหมอฟันครั้งแรกควรจะมีการสร้างความคุ้นเคยระหว่างเด็กกับหมอฟันก่อนที่จะมีการรักษาได้หรือไม่
คำตอบ  โดยปกติถ้าลูกไม่มีปัญหาการปวดฟันมาก่อน หรือแม้กระทั่งถ้ามีฟันผุมาในครั้งแรกทันตแพทย์จะไม่ได้ทำการรักษาเลย บ่อยครั้งที่ทันตแพทย์จะสอนคุณพ่อ คุณแม่ให้รู้จักวิธีทำความสะอาดช่องปากของลูกก่อน ในครั้งแรกอาจให้เด็กคุ้นเคยกับการนับฟัน และเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆก่อน และสอนคุณพ่อ คุณแม่ถึงวิธีการทำความสะอาดช่องปากที่บ้านโดยใช้แปรงสีฟันธรรมดา เพราะเด็กบางคนที่ไม่ได้รับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีต้องเรียนรู้สิ่งนี้ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก คุณพ่อ คุณแม่ก็สามารถที่จะทำให้ได้และในบางครั้งนี้ทันตแพทย์ก็จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของฟลูออไรด์ การรับประทานอาหาร การเลิกนมขวด เด็ก ๆ ก็จะเรียนรู้ไปทีละเล็กละน้อยว่าการไปหาทันตแพทย์ก็จะได้ประสบการณ์ที่ไม่น่ากลัว แต่มีความสนุกสนานได้เหมือนกัน ทำให้อยากไปพบทันตแพทย์ได้ในคราวต่อ ๆ ไป
ถ้ามีญาติพี่น้องที่เป็นเด็กที่ดีในเวลาทำฟันก็อาจจะพาลูกไปดูด้วยก็ได้ เพื่อไปดูตัวอย่างพี่ ๆ หรือคนอื่น ๆที่มาทำฟันว่าสนุกสนานอย่างไร และให้ความร่วมมือดีอย่างไรก็จะเป็นการเรียนรู้ที่ดีสำหรับเด็กอีกทางหนึ่ง

คำถาม     หากลูกอายุ 3 ขวบไม่ยอมให้แปรงฟันเลยควรจะทำอย่างไรดี
คำตอบ    คงจะต้องบังคับเหมือนกับกรณีที่ลูกถึงเกณฑ์ที่จะต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้ว แต่ไม่ยอมไป คุณพ่อ คุณแม่ก็ต้องบังคับ คือถ้าเราเห็นว่าเรื่องของการแปรงฟันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ และเป็นเรื่องที่เกิดผลดีกับลูก ทำให้ปากสะอาด ฟันสะอาด นอกจากจะไม่เกิดฟันผุแล้วยังเป็นการป้องกันฟันผุด้วย คุณพ่อ คุณแม่ก็ต้องบังคับเพื่อให้ลูกไม่มีปัญหาทางสุขภาพตามมา
วิธีแปรงฟันให้ลูกง่าย ๆ คือ เราจะนั่งกับพื้นแล้วให้ลูกนอนอยู่บนตักเราให้ศีรษะลูกกับเราหันไปทางเดียวกัน และเท้าก็หันไปทางเดียวกัน แล้วใช้นิ้วมือข้างซ้ายคอยกันลิ้น หรือแก้มออกไปให้พ้นทาง แล้วมือข้างขวาจะจับแปรงสีฟันแล้วแปรงให้ลูก ท่านี้จะเป็นท่าที่เหมาะที่สุด เพราะเด็กจะนอนในท่าที่สบาย ๆ แล้วก็ใช้ยาสีฟันขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว และขณะแปรงฟันจะมีฟองของยาสีฟันก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฟองออกเพื่อไม่ให้เด็กกลืนยาสีฟันเข้าไป

คำถาม     ต้องใช้ยาสีฟันสำรหรับเด็กด้วยหรือไม่
คำตอบ    ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ยาสีฟันที่ผู้ใหญ่ใช้จะมีรสซ่าเด็กอาจจะไม่ชอบ และจะต่อต้านได้ จึงควรใช้
ยาสีฟันที่ไม่มีรสซ่า แต่ใช้ในปริมาณน้อย ๆ เพื่อป้องกันเด็กกลืนยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ เพราะจะทำให้ได้รับฟลูออไรด์มากเกินความจำเป็นทำให้มีโอกาสที่จะเกิดฟันตกกระได้

คำถาม     การที่เด็กเป็นหนองที่เหงือกเกิดจากอะไร
คำตอบ    การเป็นหนองที่เหงือกส่วนใหญ่เกิดจากฟันผุแล้วลุกลามเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน แล้วมีอาการอักเสบที่ปลายรากฟันมีการติดเชื้อบริเวณนั้น ทำให้มีหนองออกมาด้านเหงือกได้ นอกจากนั้นจะเป็นเรื่องของฟันที่ประสบอุบัติเหตุ คือ เด็กซึ่งไม่มีฟันผุเลย แต่ฟันมีการกระแทกกับโต๊ะ หรือเล่นกันหกล้มฟันจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีแล้วเป็นหนองที่เหงือก ซึ่งต้องรักษาคลองรากฟัน

คำถาม     การถ่ายเอกซเรย์มีประโยชน์อย่างไร
คำตอบ    โดยทั่ว ๆ ไปเวลาที่ทันตแพทย์ตรวจด้วยเครื่องมือไม่ว่าจะเป็นฟันเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามจะเห็นเฉพาะด้านบดเคี้ยวด้านที่อยู่ติดลิ้นกับติดแก้ม แต่ด้านที่ฟันอยู่ประชิดกันเราจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าว่ามีฟันผุหรือไม่ ดังนั้นเราจึงถ่ายเอกซเรย์ฟัน เพื่อเป็นการดูว่ามีฟันผุด้านประชิดหรือไม่ ในส่วนที่เรามองไม่เห็น คือถ้าเรารอให้ฟันผุลุกลามจนถึงด้านบดเคี้ยวจะทำให้การรักษายุ่งยากแล้วบางทีฟันอาจผุทะลุเข้าโพรงประสาทฟันแล้ว การถ่ายเอกซเรย์นั้น นอกจากเป็นการดูฟันผุด้านข้างแล้วก็จะเป็นการดูฟันเกิน ฟันขาดหายไปในช่องปาก บางทีเราอาจจะพบว่าเด็กบางคนมีฟันเกินในขากรรไกร หรือบางทีอาจจะมีฟันที่ฝังอยู่ในขากรรไกร โดยอาจเป็นฟันคุด หรือฟันที่ขึ้นไม่ได้ หรือมีปัญหาในเรื่องของรากฟันน้ำนมที่มีการละลายตัวผิดปกติ สิ่งเหล่านี้จะมีผลทำให้ฟันถาวรขึ้นผิดปกติไป ซึ่งเราจะพบอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการถ่ายเอกซเรย์จึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับทันตแพทย์ที่จะใช้วินิจฉัยความผิดปกติในช่วงของการมีพัฒนาการของ
ฟันน้ำนมไปจนถึงฟันชุดผสมตลอดจนฟันถาวร และยังใช้การถ่ายเอกซเรย์นั้นช่วยในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาในงานทันตกรรมจัดฟันด้วย

คำถาม     เกี่ยวกับคิวนัดที่ทางคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หากพบไปรษณียบัตรหลังวันนัดจะต้องทำอย่างไร
คำตอบ    สามารถสอบถามทางโทรศัพท์ คือโดยปกติแล้วเราอยากให้ผู้ปกครองโทรบอกว่านัดแล้วมาไม่ได้เด็กติดสอบ หรือว่าติดธุระ ถ้ามีการติดต่อที่ต่อเนื่องเราก็จะมีคิวที่ต่อเนื่องกันไปได้แต่ถ้าขาดการติดต่อคิวก็จะขาดไป

คำถาม     ถ้าขาดการติดต่อในเวลานานจะมีผลอย่างไร
คำตอบ    ต้องเริ่มต้นใหม่แต่ต้องดูเหตุผล เพราะนโยบายการรักษาของทางภาควิชาฯ เราจะเน้นการให้ความร่วมมือของคุณพ่อ คุณแม่เป็นสำคัญ คือเราเชื่อว่า ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ไม่ให้ความร่วมมือ หรือว่าคุณพ่อ คุณแม่ไม่สนใจในเรื่องของการพาลูกมารับการรักษา หรือการป้องกันทางทันตกรรมก็ตาม การรักษาของเราจะไม่ประสบความสำเร็จเราจึงต้องการให้คุณพ่อ คุณแม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่น ถ้ามีปัญหา หรือพาลูกมาไม่ได้ก็โทรมาเพื่อทำการเลื่อนนัด หรือถ้าพบไปรษณียบัตรหลังจากวันนัดเมื่อเวลาผ่านไปเดือนกว่าแล้วก็ควรโทรมาแจ้งว่ามีปัญหาอย่างไร

คำถาม     ลูกอายุ 7 ขวบ ฟันบนโยกและมีฟันขึ้นมาซ้อนกันแต่ลูกไม่ยอมไปพบหมอฟันเพราะกลัวมาก เคยพาไปถอนฟันแต่ลูกร้องไห้และไม่ยอมให้หมอทำฟันให้
คำตอบ    ในกรณีนี้ผู้ปกครองสามารถพาเด็กไปโรงพยาบาล หรือคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพราะจะมีทันตแพทย์สำหรับเด็กซึ่งมีวิธีการพิเศษที่จะสามารถดูแลเด็กได้

คำถาม     ในกรณีที่จะพาลูกไปพบทันตแพทย์สำหรับเด็กที่คณะทันตแพทยศาสตร์ ต้องโทรศัพท์ไปติดต่อก่อนใช่หรือไม่
คำตอบ    สามารถไปได้เลยโดยจะทำบัตรและได้รับการตรวจในวันนั้นเลย หากต้องทำการรักษาอย่างอื่น อาจต้องมีการนัด หรือเข้าคิวเพื่อรับการรักษา

คำถาม     เราควรจะเริ่มต้นพาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่อายุเท่าไรดี
คำตอบ    โดยปกติทันตแพทย์เด็กก็จะแนะนำให้มาพบทันตแพทย์ได้ตั้งแต่ 6 เดือน อย่างที่บอกเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีในการมาพบทันตแพทย์ และอย่างช้าที่สุดก็ไม่ควรเกิน 1 ขวบ เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่มีฟันคู่แรกขึ้นมาเราต้องการที่จะสอนผู้ปกครองถึงวิธีการดูแลสุขภาพช่องปาก วิธีการทำความสะอาดช่องปากเด็กในวัยนี้ แล้วก็ช่วง 6 เดือนจะคุยกันถึงเรื่องของนมขวด หลัง 6 เดือน เด็กไม่จำเป็นต้องตื่นทานนมมื้อดึกแล้ว เลิกนมขวดในช่วง 1 ขวบ โดยดื่มจากถ้วยพลาสติกแทน ส่วนในเรื่องของการทำความสะอาดในช่วงที่ฟันเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงเล็ก ๆ ทำความสะอาดโดยใช้ยาสีฟันแต้มน้อย ๆ เพียงหนึ่งจุดเล็ก ๆ ก็พอ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฟองออก เพื่อไม่ให้กลืนฟลูออไรด์เข้าไป

คำถาม     เด็กอายุประมาณ 16 - 17 ปี ต้องการจัดฟันเคยไปปรึกษาทันตแพทย์แล้ว คุณหมอบอกว่าต้องถอนฟัน 3 - 4 ซี่ หากต้องการจัดฟันโดยไม่ถอนนั้นจะทำได้หรือไม่
คำตอบ    คงต้องถอนฟัน เพราะการที่มีฟันซ้อนเก แสดงว่าขนาดของฟัน และขนาดของขากรรไกรไม่สัมพันธ์กัน โดยขากรรไกรมีขนาดเล็กกว่าขนาดของฟัน ทำให้มีเนื้อที่ในขากรรไกรไม่พอจึงทำให้ฟันซ้อนกัน จึงจำเป็นต้องมีการถอนฟันออกประมาณ 4 ซี่ ทำให้สามารถจัดเรียงฟันให้เป็นระเบียบและสวยงามได้ หากกลัวการถอนฟันมาก และไม่ต้องการถอนฟันก็จะต้องตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับการที่จะมีฟันที่เป็นระเบียบสวยงาม และแปรงฟันง่ายทำความสะอาดง่ายหรือไม่ หรือจะไม่จัดฟันก็จะมีฟันซ้อนเก ทำให้ดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากลำบากขึ้น และมีโอกาสเกิดโรครำมะนาด หรือหินปูนได้สูงมาก

คำถาม     ควรพาลูกไปพบหมอฟันปีละกี่ครั้ง
คำตอบ    โดยปกติในเด็กเราจะแนะนำให้มาพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพราะการลุกลามของฟันผุในเด็กจะเร็วมากโดยเริ่มผุจากพื้นผิวจนกระทั่งถึงเนื้อฟันจะใช้เวลาเพียง 6 เดือน เพราะฉะนั้นเราจึงแนะนำให้มาทุก 6 เดือน แต่สำหรับเด็กที่มีอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุสูง เช่น รับประทานอาหารหวานสูง หรือ ต้องรับประทานยาที่จะต้องผสมน้ำหวานเป็นประจำ เพราะเป็นโรคเรื้อรัง หรือคุณพ่อ คุณแม่เองอาจจะทำความสะอาดฟันไม่ได้เพราะเด็กมีความพิการ ทันตแพทย์จะแนะนำให้เด็กกลุ่มนี้มาพบทันตแพทย์ทุก ๆ 3 - 4 เดือน