thai
eng
ทันตกรรมรากเทียม
อาจารย์ทันตแพทย์ ดร. ณรงค์  ลุมพิกานนท์

ถาม รากเทียมคืออะไร
ตอบ รากเทียม คือ รากฟันที่ไม่ใช่รากฟันธรรมชาติ โดยปกติผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติหรือฟันแท้ไปจะต้องการมีฟันไว้เพื่อใช้งานหรือบดเคี้ยวอาหาร จึงมีการประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้น โดยใช้อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เหลืออยู่ในช่องปากช่วยรับแรงในการบดเคี้ยวอาหาร ถ้าหากสูญเสียฟันไปบางส่วน จะสามารถใช้ฟันแท้ที่ยังคงมีอยู่ในช่องปากเป็นหลักยึดหรือช่วยรับแรงจากการบดเคี้ยว แต่ถ้าไม่มีฟันเลย ในช่องปากมีแต่สันเหงือก เราก็จะทำฟันปลอมชนิดที่มีฐานเป็นพลาสติกซึ่งจะค่อนข้างกว้าง เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับรับแรงบดเคี้ยวเพราะฟันปลอมที่วางอยู่บนเหงือกรับแรงในการบดเคี้ยวได้น้อยกว่าฟันที่ฝังในกระดูกขากรรไกร เพราะฉะนั้นลักษณะการใช้งานจะต่างจากฟันธรรมชาติ ซึ่งมีรากฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร เหมือนต้นไม้ซึ่งหยั่งรากลงไปในพื้นดิน โดยหลักการของการใช้งาน การกระจายแรงก็ไม่เหมือนกัน ต่อมาจึงมีผู้เริ่มคิดจะเลียนแบบธรรมชาติให้ใกล้เคียงที่สุด จึงเริ่มประดิษฐ์อวัยวะเทียมซึ่งก็คือรากฟันเทียมขึ้นมา โดยมีลักษณะเป็นเดือยคล้ายรากฟันธรรมชาติและฝังลงในกระดูกขากรรไกร และในส่วนที่โผล่พ้นกระดูกขึ้นมาจะเสริมหรือสร้างตัวฟันที่เป็นฟันปลอม เพื่อรับแรงบดเคี้ยวซึ่งก็จะใช้งานได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติเพราะแรงบดเคี้ยวกระจายลงบนกระดูกขากรรไกรคล้ายฟันธรรมชาติ

ถาม     รากฟันเทียมที่ประดิษฐ์ขึ้นมามีมานานเท่าใด
ตอบ     มีมานานแล้ว ตั้งแต่ในสมัยดึกดำบรรพ์มีคนพยายามใช้อวัยวะเทียมโดยใช้อวัยวะบางส่วนของสัตว์ เช่น เขี้ยว หรือฟัน หรือบางคนก็พยายามใช้วัสดุอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย ก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 50 ปีก่อนพบว่าไททาเนียมเป็นโลหะที่มีซึ่งคุณสมบัติแข็งแรงพอเพียงที่จะรับแรงบดเคี้ยว และเป็นโลหะซึ่งร่างกายยอมรับ คือจะไม่เกิดปฏิกิริยาในทางลบในร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นการค้นพบโดยบังเอิญในงานวิจัยที่ฝังเครื่องมือซึ่งทำด้วยไททาเนียมลงไปในกระดูกของสัตว์ทดลอง และพบว่า กระดูกเจริญเข้ามาเชื่อมติดหรือประชิดกับผิวของโลหะ จึงนำไททาเนียมเป็นวัสดุในการทำรากฟันเทียม เพราะในปัจจุบันยังไม่มีวัสดุใดที่ใช้แล้วให้ผลดีเท่าไททาเนียม

ถาม     ขั้นตอนการทำรากเทียมเริ่มต้นอย่างไร
ตอบ     ถ้าผู้ป่วยอยากจะรับการรักษาโดยฝังรากเทียมเพื่อใส่ฟันปลอม ควรเริ่มจากการไปพบทันตแพทย์ โดยทันตแพทย์จะอธิบายให้เข้าใจก่อนว่าการฝังรากเทียมเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษา ในกรณีที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปและต้องการที่จะใส่ฟันเพื่อทดแทนนั้น มีทางเลือกหลายวิธี เช่น วิธีที่ 1 สามารถเก็บรากฟันที่เหลืออยู่แล้วบูรณะขึ้นมาใหม่ วิธีที่ 2 เป็นกรณีที่ฟันซี่นั้นถูกถอนไปแล้ว อาจใส่ฟันปลอมชนิดติดแน่นที่เรียกว่า สะพานฟันหรือฟันปลอมชนิดถอดได้ ก็ได้ วิธีที่ 3 คือการใช้รากฟันเทียม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 ประเภทมีความแตกต่างกันในเรื่องของระยะเวลาในการรักษา ค่าใช้จ่าย และขึ้นกับลักษณะของเนื้อเยื่อในช่องปากของผู้ป่วยเป็นสำคัญโดยเฉพาะการฝังรากฟันเทียมเพราะจะต้องฝังรากฟันเทียมลงในกระดูก โดยรากฟันเทียมมีลักษณะคล้ายสกรูและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 - 5 มม. ถ้ากระดูกขากรรไกรบริเวณที่จะฝังรากฟันเทียมนั้นมีความหนาไม่เพียงพอ เช่น ในคนที่ใช้ฟันปลอมมานาน ๆ หรือไม่ได้ใส่ฟันปลอมมานาน และการฝังรากฟันเทียมก็จะต้องฝังให้ลึกลงในกระดูกขากรรไกร มากพอที่จะใช้การได้ ซึ่งต้องตรวจดูว่าเมื่อฝังรากฟันเทียมแล้วจะเข้าใกล้อวัยวะข้างเคียงที่สำคัญ เช่น เส้นประสาท เส้นเลือด โพรงอากาศไซนัสหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องมีการวินิจฉัยโดยการตรวจทางคลินิก ถ่ายภาพรังสีเพื่อดูขนาดของกระดูกและศึกษาแบบจำลองฟันของผู้ป่วย ซึ่งจะมีการจำลองสภาพฟันที่ได้รับการบูรณะหลังจากฝังรากฟันเทียมแล้วโดยแต่งด้วยขี้ผึ้งมานำเสนอแก่ผู้ป่วย ดังนั้น ผู้ป่วยที่สนใจควรจะซักถามให้เข้าใจให้ชัดเจนในเรื่องเวลา ค่าใช้จ่ายและการดูแลรักษา เพราะการฝังรากฟันเทียมเป็นการเลียนแบบรากฟันธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ไม่ใช่ฟันธรรมชาติ จึงต้องมีการดูแลรักษาที่ดี มิฉะนั้นร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเชื้อแบคทีเรีย หรือการอักเสบของเหงือกบริเวณรอบๆ รากฟันเทียม ก็จะมีการทำลายกระดูกที่รองรับรากฟันเทียม ก็จะทำให้รากฟันเทียมที่ฝังไว้ล้มเหลวได้

ถาม     คุณหมอถือว่าการพูดคุยกับคนไข้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดใช่ไหม
ตอบ     ใช่

ถาม     ในขั้นตอนนี้ ถ้าคนไข้เปลี่ยนใจไม่ทำก็ได้ใช่ไหม
ตอบ     โดยส่วนตัวเห็นว่าได้ ในขั้นตอนของการวางแผนการรักษา ทันตแพทย์ควรจะให้รายละเอียด เช่น ข้อบ่งชี้ ข้อควรระวัง ข้อจำกัดในแต่ละราย ผู้ป่วยจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการพิจารณาตัดสินใจและรับทราบถึงความรับผิดชอบในการตัดสินใจ เพราะเมื่อทำไปแล้วจะไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่หากยังอยู่ในระยะของการวางแผนการรักษา ผู้ป่วยมีสิทธิเต็มที่ที่จะเปลี่ยนใจ
ถาม     แสดงว่าทุกขั้นตอนที่ทำนี้เป็นความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยกับทันตแพทย์
ตอบ     ใช่ เพราะทันตแพทย์เป็นผู้สร้างฟันปลอมขึ้นมาเสริมต่อกับรากฟันเทียม หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยในการดูแลรักษา และกลับมาตรวจเป็นระยะๆ เพื่อเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและรีบแก้ไขแต่เนิ่นๆ และหากสามารถปฏิบัติได้อย่างดี การใช้รากฟันเทียมก็ค่อนข้างเป็นวิธีการแก้ไขการสูญเสียฟันวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีพอสมควร

ถาม     การฝังรากฟันเทียมใช้เวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จการรักษานานเพียงใด
ตอบ     ประมาณ 7 -12 เดือน โดยในระยะที่กระดูกขากรรไกรพร้อม อยู่ในสภาพที่จะฝังรากเทียมได้เลย จะใช้เวลาประมาณ 7 เดือน โดยเริ่มจากการฝังรากเทียมลงในกระดูกแล้วต้องรอประมาณ 6 - 8 สัปดาห์ เพื่อให้มีการสร้างกระดูกเข้ามายึดกับรากเทียมที่ฝังลงไป แต่โดยทั่วไป เราจะรอประมาณ 4 - 6 เดือน แล้วจึงเปิดเหงือกส่วนที่คลุมรากเทียมออกเพื่อเริ่มขั้นตอนการสร้างฟันปลอมต่อไป โดยใช้เวลาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ ส่วนในรายที่กระดูกขากรรไกรอยู่ในสภาพที่ยังไม่เหมาะสมสำหรับการฝังรากฟันเทียม เช่น กระดูกละลาย หรือถูกทำลายไปมาก หรือสันเหงือกบางมากหรือเตี้ยมาก จะต้องทำการปลูกเสริมกระดูกขึ้นมาให้มีขนาดเหมาะสม เพียงพอที่จะรองรับรากฟันที่จะฝังลงไปได้ โดยส่วนใหญ่จะใช้กระดูกบริเวณใกล้เคียงของผู้ป่วยเอง และใช้เวลาประมาณ 4 - 6 เดือน ดังนั้น รวมแล้วจะต้องใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 11 - 11 เดือน

ถาม     ในกรณีที่เราได้ทำการเสริมกระดูกไปแล้ว เผอิญคุณหมอนัดแล้ว คนไข้ไม่ว่าง 1 - 2 เดือน การรักษาจะหยุดชะงักไหม
ตอบ     การรักษาอาจจะหยุดชะงักได้ เพราะทันตแพทย์จะต้องประเมินผลของการเสริมกระดูก หากได้ผลดีกระดูกมีขนาดที่เหมาะสมแล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้เลย  ถ้าบางรายกระดูกอาจจะยังไม่ได้ขนาดที่ต้องการก็คงต้องแก้ไขให้ได้ขนาดที่เหมาะสมก่อน

ถาม     ในช่วง 4 - 6 เดือนที่มีการปลูกเสริมกระดูก คนไข้จะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษหรือไม่
ตอบ     โดยหลักการในการปลูกเสริมกระดูก คือ ย้ายกระดูกของผู้ป่วยจากที่อื่นมาปลูกเสริมในตำแห่งที่ต้องการและโดยธรรมชาติของกระดูกจะมีการทำลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา โดยจะสร้างใหม่ทดแทนของเดิมที่ถูกทำลายไปก็จะทำให้มีการสร้างกระดูกใหม่ทดแทนกระดูกส่วนที่ย้ายมาจากที่อื่น สุดท้ายแล้วกระดูกที่นำมาปลูกจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อกระดูกที่สร้างขึ้นใหม่และมีรูปร่างและขนาดเท่าที่เราต้องการ ดังนั้น ควรระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อหรือมีแผลฉีกขาดของเนื้อเยื่อหรือเหงือกที่คลุมบริเวณนั้นอยู่ ถ้ามีการติดเชื้อกระดูกที่เราปลูกไว้ก็จะหลุดและต้องทำใหม่ และหากมีการใส่ฟันปลอมเพื่อปิดช่องว่าง ควรระมัดระวังไม่ให้มีการกดทับในบริเวณที่ปลูกเสริมกระดูก

ถาม     ในการทำรากฟันเทียมให้ได้ผลดี ผู้ป่วยควรมีอายุเท่าใดจึงจะเหมาะสม
ตอบ     โดยทั่ว ๆ ไป สามารถทำรากฟันเทียมได้เกือบทุกอายุ ยกเว้นในคนที่อายุยังน้อย เช่น เด็กหรือหนุ่มสาววัยต้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ยังมีการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรอยู่ จะเห็นได้จากการจัดฟัน ทันตแพทย์มักแนะนำให้จัดฟันในช่วงนี้เพราะยังมีการเจริญเติบโตของกระดูกอยู่ ซึ่งจะทำให้เคลื่อนฟันได้ง่ายและได้ผลดีและใช้เวลาน้อยกว่าการจัดฟันในคนที่อายุเยอะที่กระดูกหยุดการเจริญเติบโตแล้ว แต่การฝังรากฟันเทียมจะตรงข้ามกับการจัดฟันเพราะเราฝังรากฟันเทียมลงไปและคาดหวังว่ารากฟันเทียมที่ฝังไปจะอยู่ที่เดิม จึงควรจะฝังรากฟันเทียมในคนที่กระดูกขากรรไกรหยุดการเจริญเติบโตแล้ว แต่ถ้าผู้ป่วยอายุน้อยยังมีการเจริญเติบโตอยู่ ควรจะรอจนกว่ากระดูกขากรรไกรจะหยุดเจริญเติบโต

ถาม     มีคนที่เป็นโรคอะไรบ้างที่ไม่ควรฝังรากฟันเทียม
ตอบ     โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว  ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวแต่สามารถควบคุมได้ จะสามารถฝังรากฟันเทียมได้ แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องโรคเลือดก็ไม่ควรทำเพราะต้องทำศัลยกรรมมีการทำผ่าตัดจะมีบาดแผล เลือดจะออก หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิต้านทานหรือมีปัญหาติดเชื้อง่าย ก็ไม่ควรฝังรากฟันเทียมเพราะว่ารากฟันเทียมเป็นอวัยวะเทียม ซึ่งฝังลงไปในกระดูกขากรรไกรโดยตรง ถ้าดูแลรักษาความสะอาดไม่ดีหรือมีเชื้อแบคทีเรียเล็ดลอดผ่านทางช่องเปิดของรากฟันลงไปในกระดูก กระดูกก็จะถูกทำลายและเกิดเป็นช่องว่างคล้ายๆ เกิดโรคปริทันต์ก็จะมีการติดเชื้อตามมา และเกิดเหงือกอักเสบได้ แต่ถ้าหากว่าการออกแบบรากฟันเทียมถูกต้องเหมาะสมดี ผู้ป่วยรักษาความสะอาด และมาติดตามการรักษาอย่างดี รากฟันเทียมก็สามารถคงอยู่ในช่องปากได้ประมาณ 10 - 20 กว่าปี หรืออาจจะนานกว่านั้น

ถาม     ในการติดตามการรักษาที่ผู้ป่วยจะต้องพบทันตแพทย์เป็นระยะๆ นั้นจะต้องมาพบบ่อยเพียงไร เหมือนกับผู้ป่วยทั่วๆ ไปหรือไม่
ตอบ     โดยผู้ป่วยทั่ว ๆ ไป ควรจะพบทันตแพทย์ปีหนึ่งประมาณ 1-2 ครั้ง สำหรับรากฟันเทียมจะดูเป็นราย ๆ ไป โดยเริ่มแรกจะนัดผู้ป่วยค่อนข้างถี่ อาจจะเดือนละครั้ง แล้วค่อยเป็น 2 เดือนครั้ง, 3 เดือนครั้ง หรือ 6 เดือนครั้งโดยดูจากลักษณะนิสัย ความสามารถในการดูแลรักษาความสะอาดและลักษณะตามธรรมชาติของผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป เช่น บางคนมีหินปูนเกาะง่ายมากในขณะที่บางคนอาจจะแปรงฟันไม่ค่อยถี่ถ้วนแต่ไม่ค่อยมีหินปูนจับเลยก็ได้ ดังนั้น ทันตแพทย์จะประเมินผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป เพื่อปรับผลของการติดตามรักษา ทั้งนี้เพื่อให้รากฟันเทียมคงอยู่ในช่องปากและมีประสิทธิภาพนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ถาม     ค่าใช้จ่ายในการทำรากฟันเทียมประมาณเท่าไร
ตอบ     การทำรากฟันเทียมในคณะทันตแพทย์ฯ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 – 60,000
บาทต่อซี่ โดยในค่าใช้จ่ายนี้จะรวมถึงรากฟันเทียม ฟันปลอมที่เสริมหรือครอบบนรากฟันเทียม ภาพถ่ายรังสี การทำศัลยกรรม เหตุที่ค่าใช้จ่ายคอนข้างสูงเพราะตัววัสดุเป็นเทคโนโลยีที่เราต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

ถาม     เราจะสามารถผลิตเองในอนาคตได้หรือไม่
ตอบ     เราหวังว่าจะผลิตเองในอนาคตโดยทางคณะฯ ก็พยายามศึกษาวิจัย และพัฒนาความรู้ในส่วนนี้อยู่แต่เทคโนโลยีในการประดิษฐ์รากฟันเทียมที่มีความสำคัญมาก คือ การควบคุมคุณภาพ เพราะการที่กระดูกจะเข้ามาเชื่อมติดวัสดุนั้นจะต้องมีคุณสมบัติหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ตามที่กำหนด ร่างกายจึงจะยอมรับ แม้ว่าวัสดุนั้นจะเป็นไททาเนียมหรือแคลเซียมไฮดรอกไซด์หรือแคลเซียมฟอสเฟต แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ยังไม่ถูกต้อง ร่างกายก็อาจจะไม่ยอมรับก็ได้  นอกจากนี้ ขนาดหรือพื้นผิวของรากฟันเทียมจะต้องควบคุมให้ได้ตามข้อกำหนด และผลการศึกษาวิจัยของรากเทียมระบบหนึ่งก็ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงกับรากเทียมระบบอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ราคาของรากฟันเทียมจึงสูง เพราะต้องใช้เทคโนโลยีและการควบคุมคุณภาพที่เฉพาะเจาะจง

ถาม     มีคนพูดว่ารากฟันเทียมเป็นเรื่องของคนมีเงินใช่ไหม
ตอบ     อย่างที่เรียนให้ทราบว่า เทคโนโลยีในการผลิตรากฟันเทียมเป็นของต่างประเทศ และเรายังไม่สามารถผลิตรากฟันเทียมเองได้ และอวัยวะเทียมส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรที่ราคาถูก การที่รากฟันเทียมมีค่าใช้จ่ายสูงก็เป็นเพราะวัสดุมีราคาสูง ส่วนค่าบริการอื่น ๆ ก็ไม่แตกต่างจากการบูรณะฟันด้วยวิธีอื่น ดังนั้น  ผู้ที่สามารถรับบริการฝังรากฟันเทียมได้จึงต้องสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แต่หากมีผู้สนใจบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ที่มีความพิการบริเวณใบหน้า ที่จำเป็นต้องฝังรากฟันเทียม แต่เป็นผู้ด้อยโอกาส ทางคณะทันตแพทยศาสตร์ก็ยินดี เมื่อนั้นการทำรากฟันเทียมก็ไม่ใช่เรื่องของคนมีเงินเท่านั้นอีกต่อไป