ที่ไหนดี
ราคา
ทันตกรรมมหิดล
ผ่าฟันคุด
ฟันปลอม
thai
eng
จัดฟันมหิดล

 

 

 

 

 

         

ฟันปลอม

ฟันปลอมมีกี่แบบ?

     เมื่อมีการสูญเสียฟันไป และต้องการที่จะใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนตำแหน่งที่สูญเสียฟันไปนั้น สามารถทำได้หลายวิธีคือ

1. ใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ แบ่งออกเป็น

  • ฟันปลอมถอดได้แบบพลาสติก มีความสวยงาม ราคาถูก แต่มีความหนาของฐานพลาสติก จึงทำให้รำคาญบ้าง
  • ฟันปลอดถอดได้แบบฐานโลหะ มีความสวยงามและแข็งแรงมากกว่า รำคาญน้อยกว่า เพราะโครงสร้างโลหะจะเล็ก และบางกว่าฐานพลาสติก

2. ใส่ฟันปลอมแบบติดแน่น แบ่งออกเป็น

  • ครอบฟันและฟันเดือย เป็นการบูรณะฟันที่สูญเสียเนื้อฟันไปมากเกินกว่าจะอุดได้ แต่รากฟันยังแข็งแรงอยู่ หรือรักษารากฟันเรียบร้อยแล้ว(ในกรณีที่เป็นฟันตาย)
  • สะพานฟัน คือ การใส่ฟันแบบติดแน่นโดยใช้ฟันธรรมชาติที่อยู่ด้านหน้า/หลังของช่องว่างที่ถูกถอนไป เป็นหลักยึดทันตแพทย์จะกรอฟันที่เป็นหลักยึดให้มีขนาดพอเหมาะ แล้วทำฟันครอบตั้งแต่ฟันหลักยึดซี่แรก+ฟันที่ใส่ในช่องว่าง+ฟันหลักยึดซี่สุดท้าย ติดเป็นชิ้นเดียวกัน เรียกว่า สะพานฟัน การใส่ฟันแบบนี้ผู้ป่วยจะรู้สึก สบาย ไม่รำคาญ ใช้งานได้ดี ทำความสะอาดเช่นเดียวกับการแปรงฟันธรรมชาติ และเพิ่มการใช้ใหมขัดฟันบริเวณใต้ฟันปลอมด้วย ข้อเสียของการใส่ฟันแบบนี้คือ ต้องกรอฟันธรรมชาติที่ใช้เป็นหลักยึด
  • ทันตกรรมรากฟันเทียม คือ การใส่ฟันทดแทนตำแหน่งที่สูญเสียไปโดยการฝังโลหะลงไปในกระดูกขากรรไกรบริเวณที่มีการถอนฟันไปเพื่อใช้แทนรากฟัน แล้วทำฟันครอบบนรากฟันเทียมนั้นอีกทีหนึ่ง ดังนั้นผู้ป่วยจะได้ฟันติดแน่นโดยไม่ต้องกรอฟันธรรมชาติเป็นหลักยึดเลย การใช้งานก็จะสะดวกสบาย สวยงาม และใช้ได้ดีเช่นเดียวกับการใช้สะพานฟัน การดูแลทำความสะอาด เช่นเดียวกับกรณีใส่ฟันปลอมแบบติดแน่นทั่วไป รากฟันเทียมอาจใช้ในกรณีที่ถูกถอนฟันไปหลายๆซี่เป็นเวลานานแล้วจนเหงือกแบนราบ ไม่สามารถรองรับการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ได้ดี ทันตแพทย์ก็สามารถผังโลหะเพื่อช่วยเสริมสันเหงือกให้เหมาะสมต่อการใส่ฟันปลอม

รากฟันเทียมทำจากอะไร

     รากฟันเทียมทำจากโลหะไทเทเนียม หรือโลหะผสมไทเทเนียม หรือกระเบื้องอลูมินัส ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง และเข้ากันได้ดีทางชีวภาพกับเนื้อเยื่อของร่างกาย จึงสามารถฝังในกระดูกขากรรไกรเพื่อใช้เป็นรากฟันเทียมได้โดยปลอดภัย ไม่มีปฏิกริยาตอบโต้จากเนื้อเยื่อในช่องปาก จากการศึกษาวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการและจากการติดตาม ผลการรักษาทางคลินิค พบว่าประสบผลสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับกว้างขวางขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าผู้ป่วยดูแลสุขภาพในช่องปากดี รากฟันเทียมจะมีประโยชน์มาก และใช้งานได้นานปี

ข้อดีของรากฟันเทียม

  • ไม่ต้องสูญเสียฟันธรรมชาติที่ใช้เป็นหลักยึด
  • แข็งแรง สวยงาม และใช้งานได้สะดวกไม่รู้สึกรำคาญ
  • ทำความสะอาดเช่นเดียวกับฟันที่ติดแน่นในช่องปาก ไม่ต้องถอดออกล้าง
  • ใช้งานได้นานปี

ข้อเสียของรากฟันเทียม

  • มีราคาแพง และขั้นตอนในการทำนาน และหลายขั้นตอน
  • ต้องเลือกทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีเงื่อนไขเหมาะสมเป็นรายๆไป ไม่สามารถทำได้ทุกกรณี เช่น กรณีผู้ป่วยมีโรคประจำตัวบางอย่าง หรือลักษณะการสบฟันของผู้ป่วย อาจไม่เหมาะสมกับการฝังรากฟันเทียม
 

 

Q&A ฟันปลอมชนิดติดแน่น

โดย รศ.ทพญ.ดร. มรกต  เปี่ยมใจ
ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ คุยกับหมอฟัน
คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ฟันปลอมชนิดติดแน่น คือ ฟันปลอมประเภทใด
     ฟันปลอมชนิดติดแน่น คือ ฟันปลอมที่ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะใส่หรือถอดได้ด้วยตัวผู้ป่วยเอง มีลักษณะยึดติดแน่นในช่องปาก ให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นฟันธรรมชาติของเรา

ฟันปลอมชนิดติดแน่น มีกี่แบบ อะไรบ้าง
     ถ้าแบ่งเป็นหลักใหญ่ๆ ของวิธีการยึดติด มี 2 แบบ คือ ยึดติดกับฟันธรรมชาติที่มีอยู่ และยึดติดกับกระดูกขากรรไกรภายใต้เหงือกบริเวณฟันที่ถูกถอนไปซึ่งเรียกว่า การฝังรากเทียม

การที่จะติดที่ฟันหรือติดที่กระดูกพิจารณาจากอะไร
     1) ถ้าต้องการยึดติดที่ฟัน ควรมีฟันธรรมชาติข้างหน้าและข้างหลังและบริเวณช่องว่างที่ฟันถูกถอนไป ต้องไม่ยาวมาก อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ ฟันที่อยู่หน้าและหลังควรเป็นฟันที่แข็งแรง ไม่โยก ไม่เป็นโรครำมะนาด
     2) ถ้ายึดติดบนกระดูก กระดูกในส่วนที่ต้องการยึดควรมีความหนาแน่นสูง ขนาดมีความกว้าง และ ความสูงที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องมีสุขภาพที่ดี ไม่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการหายของแผล เนื่องจากวิธีการรักษาต้องทำการเจาะกระดูกขากรรไกรบางส่วน จากนั้นจะทำการฝังรากเทียมซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัสดุพวกไททาเนียมลงไป และเย็บปิดเหงือก ถ้าคนไข้มีปัญหาเกี่ยวกับการสร้างกระดูก การหายตัวของแผลไม่ดี หรือ แผลมีการติดเชื้อ จะส่งผลให้ชิ้นรากเทียมไม่ยึดติดกับกระดูก ต้องทำการฝังใหม่ หรือไม่สามารถให้การรักษาวิธีนี้ได้

ผู้ป่วยทางจิตสามารถที่จะเลือกรับการรักษาแบบนี้ได้หรือไม่
     ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตนี้ ค่อนข้างจะพูดคุย อธิบาย หรือทำความเข้าใจค่อนข้างยาก ซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการดูแลรักษาในระยะยาวต่อไป ตรงจุดนี้เป็นส่วนสำคัญของการใส่ฟันปลอมชนิดติดแน่น ในผู้ป่วยที่ทำความสะอาดได้ไม่ดีก็จะมีผลต่อเนื่องมา คือมีการผุต่อหรือเป็นโรคเหงือกในฟันธรรมชาติที่ใช้เป็นหลักยึดฟันปลอม หรือมีการอักเสบของเหงือกและกระดูกรอบรากเทียมที่ยึดติดแน่นกับชิ้นฟันปลอม

ข้อดีและข้อเสียของฟันปลอมติดแน่น ในกรณีที่เลือกทำติดอยู่ที่ฟันเป็นอย่างไร
     ข้อดีของฟันปลอมติดแน่นที่ยึดติดกับฟันธรรมชาติ คือ ราคาถูกกว่ารากเทียม เพราะรากเทียมต่อซี่ค่อนข้างแพง ส่วนข้อเสียในกรณีของการยึดติดกับฟันธรรมชาติ คือ ต้องกรอเคลือบฟันและเนื้อฟันบางส่วนออกไป แต่ในปัจจุบันนี้วัสดุพัฒนามากขึ้น ซีเมนต์ที่ใช้ยึดฟันปลอมติดกับฟันธรรมชาติมีความแข็งแรง แน่นหนาดี เพราะฉะนั้น โอกาสที่เราต้องกรอเนื้อฟันมีน้อยลง ในส่วนของการใช้งาน และการรับแรง ในกรณีของรากเทียมส่วนใหญ่คือ ฝัง 1 รากต่อฟัน 1 ซี่ เพราะฉะนั้น การรับแรงจะรับแรงได้ดี ไม่เป็นอันตรายกับฟันธรรมชาติ เพราะเราไม่ได้ไปเกี่ยวข้องเลย แต่ถ้าในกรณีที่ยึดด้วยฟันหลักที่เป็นฟันธรรมชาติข้างหน้า 1 ซี่ และข้างหลัง 1 ซี่ และใส่ฟัน 1 ซี่ ตรงกลาง ฟันหลักทั้งข้างหน้าและหลัง ต้องรับแรงมากขึ้น เพราะต้องรับแรงที่ลงบนฟันปลอมที่ใส่ทดแทนฟันที่หายไปด้วย

ในส่วนของการใส่รากเทียม วัสดุที่ติดเข้าไปจะมีผลอะไรต่อร่างกายหรือไม่ ถ้าทิ้งไว้ในร่างกายเป็นระยะเวลานานๆ
     ไม่มี เพราะมีผลงานวิจัยที่ออกมาติดต่อกัน ประมาณ 20 ปีแล้ว จากการติดตามผล ถ้าคนไข้มีการดูแลทำความสะอาดช่องปากและฟันปลอมได้ดี ก็สามารถใช้ฟันปลอมไปได้เรื่อยๆ แต่ควรกลับมารับการตรวจโดยทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ระยะเวลาที่ใช้งานของฟันปลอมทั้ง 2 ชนิด คือชนิดยึดติดฟัน กับชนิดยึดติดกระดูก อายุการใช้งานของทั้ง 2 แบบ ยาวนานเท่าไร
     ถ้าสมมติคนไข้รักษาความสะอาดได้ดี (ในกรณีที่ตัวสกรูที่ยึดชิ้นฟันปลอมกับรากเทียมที่อยู่ในกระดูกหลวมหรือหัก ผู้ป่วยควรกลับมาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและแก้ไข) รากเทียมที่อยู่ในกระดูกไม่ปัญหา คือไม่มีอาการเจ็บ ปวด หรือโยก ก็ใช้งานไปได้เรื่อยๆ ในกรณีที่เป็นฟันปลอมที่ยึดติดกับฟันธรรมชาติ ถ้าฟันหลักไม่ผุต่อหรือไม่เป็นโรคเหงือก คนไข้ทำความสะอาดได้ดี ฟันปลอมไม่รั่ว ไม่ขยับหรือโยก ก็จะใช้ไปได้เรื่อยๆ การที่จะอยู่ได้นานมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการรับแรงของคนไข้ ในบางครั้งคนไข้อาจจะไปกัดของแข็งโดยที่ไม่รู้ตัว ก็จะทำให้ฟันปลอม และหรือฟันธรรมชาติแตกหัก

ปัญหาที่อาจจะเกิดรากเทียม ได้แก่อะไร
     ในขั้นตอนการฝังรากเทียมปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคือ รากเทียมไม่ยึดติดกระดูก การแก้ปัญหาทำได้โดยดึงรากเทียมออกแล้วรอการหายของกระดูก จากนั้นพิจารณาว่าฝังใหม่ได้หรือไม่ สำหรับปัญหาหลังจากใส่ฟันปลอมไปแล้ว คือการเคลื่อนหรือขยับของฟันปลอมหรือรากเทียม ซึ่งผู้ป่วยควรรีบกลับไปพบทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาโดยด่วน เพื่อให้การแก้ไขต่อไป

ระยะเวลาในการทำฟันปลอมทั้ง 2 แบบ
     แบบที่ยึดติดกับฟันธรรมชาติ ถ้าฟันธรรมชาติที่ต้องการใช้เป็นหลักยึดฟันปลอมอยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง คือไม่โยกและไม่ปวด ทันตแพทย์สามารถกรอแต่งพิมพ์ปากเพื่อทำชิ้นฟันปลอมได้เลย จากนั้นก็ทำการยึดชิ้นฟันปลอมให้ติดกับฟันหลักโดยใช้ซีเมนต์ เป็นอันเรียบร้อย ส่วนฟันปลอมที่ยึดติดกับรากเทียม ระยะเวลาในการรักษาจะนานกว่า เนื่องจากต้องรอการสร้างกระดูกบริเวณรอบรากเทียมที่ฝังลงไป โดยปกติแล้วในกระดูกขากรรไกรล่างใช้เวลาประมาณ 3 - 4 เดือน ส่วนในกระดูกขากรรไกรบนใช้เวลานานกว่าคือประมาณ 4 - 6 เดือน หรืออาจจะถึง 8 เดือนขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วย ลักษณะของกระดูก และวิธีการรักษา

ข้อควรระวัง รวมไปถึงการดูแลรักษาถ้าทำฟันปลอมเสร็จและใช้งานแล้ว เราจะต้องระวังดูแลรักษาอย่างไร
     ในส่วนของผู้ป่วยให้ทำความสะอาดเหมือนปกติ คือใช้แปรงสีฟันร่วมกับการใช้ไหมขัดซอกฟัน และกลับไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อทันตแพทย์จะได้ดูโดยละเอียดในบางส่วน ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกว่ามีอาการอะไร แต่ทันตแพทย์อาจตรวจพบว่ามีเหงือกอักเสบ หรือมีอาการขยับของชิ้นฟันปลอมเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ทันที แต่ถ้าปล่อยนานไปโอกาสที่จะเกิดการผุบนฟันธรรมชาติก็มี เพราะเกิดการรั่วบริเวณรอยต่อระหว่างฟันปลอมกับตัวฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้ป่วยทำความสะอาดไม่ได้ และถ้าการผุลึกเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน จะเกิดอาการปวดตามมาได้ ในกรณีที่ฟันปลอมซึ่งยึดกับรากเทียมมีการขยับแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยผู้ป่วยใช้ไปเรื่อยๆ โอกาสที่สกรูหักหรือรากเทียมโยกตามมาก็มี นอกจากนี้การสะสมของพวกคราบจุลินทรีย์บริเวณคอฟันที่ติดกับเหงือกจะส่งผลให้เกิดเหงือกอักเสบ แล้วอาจจะเป็นโรครำมะนาดที่เกิดการละลายของกระดูกรอบรากฟันหรือรากเทียมได้

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะมีผลกับฟันปลอมหรือไม่ เช่น อาหารบางอย่างอาจจะร้อนไป เย็นไป มีผลมากน้อยเพียงใด
     ต้องมาพิจารณาดูว่าอาหารที่ร้อนไปร้อนระดับไหน เพราะปกติถ้าร้อนในระดับที่ส่วนของเหงือกหรือลิ้นทนไม่ได้ เราก็ไม่สามารถทานได้ ถ้าร้อนน้อยกว่านั้นฟันปลอมหรือวัสดุที่ใช้ทำฟันปลอมสามารถทนได้ก็ไม่น่าจะมีผลอะไร

หมายความว่าถ้าลิ้นทนได้ ฟันก็ทนได้ใช่หรือไม่
     โดยปกติวัสดุที่ใช้ทำฟันปลอมเป็นวัสดุพวกโพลิเมอร์ โลหะหรือเซรามิค ซึ่งทนความร้อนและความเย็นได้ดี เพราะฉะนั้นส่วนที่เราทนได้หรือไม่ได้อยู่ที่ประสาทฟัน โดยปกติประสาทฟันจะอยู่ใจกลางของตัวฟัน มีเนื้อฟันและเคลือบฟันชั้นนอกปกป้อง ดังนั้นถ้าลิ้นหรือเหงือกรับได้ก็ไม่มีปัญหา ในกรณีที่ดื่มน้ำร้อนเข้าไปแล้วมีอาการปวดแสดงว่าโพรงประสาทฟันเกิดการอักเสบ เนื่องจากมีเชื้อโรคเข้าไป กรณีนี้ต้องรักษารากฟัน

นอกจากอาหารร้อนหรือเย็นแล้ว ของแข็งๆ เหนียวๆ รับประทานได้ตามปกติหรือไม่
     ของแข็งหรือของเหนียว แม้แต่ฟันธรรมชาติก็สามารถแตกได้ ถ้าฟันปลอมที่ทำด้วยเซรามิคซึ่งโดยปกติมีความแข็งแต่เปราะ เพราะฉะนั้นอาหารที่แข็งโอกาสที่เซรามิคแตกก็จะมีสูง แต่ถ้ากรณีครอบทำด้วยโลหะจะไม่แตก แต่อย่าลืมว่าใต้ครอบนั้นถ้าเป็นฟันธรรมชาติของเราก็แตกได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอาหารที่แข็งหรือเหนียวมาก ๆ ต้องใช้แรงบดมาก ๆ ควรหลีกเลี่ยง

ราคาฟันปลอมทั้ง 2 แบบ ประมาณเท่าไร
     ราคาของการทำฟันขึ้นอยู่กับสถานที่ ขึ้นอยู่กับเอกชนหรือรัฐบาล ในที่นี้จะพูดเฉพาะของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ราคามีหลายระดับ ขึ้นกับผู้ให้การรักษา ซึ่งได้แก่ นิสิตที่ยังไม่จบเป็นทันตแพทย์ นิสิตที่จบเป็นทันตแพทย์แล้วมาศึกษาต่อ ทันตแพทย์และอาจารย์ทันตแพทย์โดยทั่วไป ถ้าเป็นฟันปลอมที่ยึดติดกับรากเทียม ราคาค่อนข้างสูงกว่า คือประมาณ 40,000 บาท ขึ้นไปต่อฟันปลอม 1 ซี่ ที่ยึดบนรากเทียม 1 ตัว ส่วนฟันปลอมที่ยึดติดกับฟันธรรมชาติ ถ้าฟันหายไป 1 ซี่ เราต้องยึดติดกับฟันข้างๆ อีก 2 ซี่ อันนี้จะคิดเป็น 3 ซี่ เพราะไปเกี่ยวกับฟันที่อยู่ข้างหน้าและหลัง ราคาก็จะหลากหลายเพราะขึ้นกับวัสดุที่ทำด้วย ราคาขั้นต่ำจะอยู่ที่ซี่ละ 1,000-5,000 บาท ถ้ามีทองเพิ่มขึ้นก็จะต้องบวกค่าทองนั้นต่างหากคิดเป็นราคาต่อกรัมไป

ถ้ามีทองเพิ่มขึ้น จะมีข้อดีอย่างไร
     ถ้ามีทองมากขึ้นคุณสมบัติของโลหะก็จะสามารถไหลแผ่ตัวได้ดี ความแม่นยำของฟันปลอมที่จะมาแนบกับตัวฟันก็จะมีสูง คุณสมบัติของการรับแรงหรือยืดหยุ่นก็จะดีกว่าโอกาสที่ทำให้สีฟันหรือเหงือกคล้ำขึ้นมีน้อยลง

เวลาที่เราจะใส่ฟันปลอม ซึ่งมีทั้งติดแน่นและถอดได้ เราจะดูจากอะไรว่าเราจะใส่แบบไหนถึงจะเหมาะมีระยะเวลาการใช้ได้นาน
     ถ้าเป็นทันตแพทย์ก็จะดูลักษณะของฟันที่หายไป ลักษณะสุขภาพของช่องปาก การทำความสะอาดดีหรือไม่ดีของคนไข้ จากนั้นแนะนำว่าจะใส่ฟันปลอมชนิดไหนได้บ้าง ราคาเท่าไร บอกคุณลักษณะวิธีการรักษาว่าเป็นอย่างไร หลังจากใส่ไปแล้วจะรู้สึกอย่างไร จากนั้นให้ผู้ป่วยตัดสินใจว่าต้องการฟันปลอมแบบไหน

มีวิธีการดูแลและทำความสะอาดฟันปลอมอย่างไร
     ใช้แปรงสีฟันร่วมกับการใช้ไหมขัดซอกฟัน โดยการวางแปรง ต้องวางให้ถูกตำแหน่ง โดยปกติคราบจุลินทรีย์จะเกาะตรงบริเวณรอยต่อตรงเหงือกกับตัวฟัน ให้วางแปรงตรงจุดนั้น ขยับเบาๆ ถ้าเราแปรงทุกวัน แปรงถูกวิธีและวางแปรงถูกตำแหน่ง ขยับขนแปรงเบาๆ คราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่ก็หลุดแล้ว เราแปรงวันละ 2 ครั้ง เพราะฉะนั้นคราบจุลินทรีย์ยังไม่ได้เกาะเลย หรือเพิ่งจะมาแตะๆ เท่านั้น ก็จะออกได้ง่าย ฟันปลอมที่ติดแน่นแบบสะพานฟัน ต้องใช้ไหมขัดฟันสอดเข้าไปใต้สะพานฟัน แล้วเข้าไปทำความสะอาดบริเวณฟันธรรมชาติส่วนด้านข้าง บริเวณด้านประชิดฟันเราก็ต้องใช้ไหมขัดฟันเข้าไปทำความสะอาดที่ตัวฟัน เพราะบริเวณนี้ขนแปรงมักจะเข้าไปไม่ถึง การใช้ไหมขัดซอกฟันข้อสำคัญก็คือใช้ไหมโอบรอบฟันทำความสะอาดที่ฟัน เพราะบางครั้งคนไข้ใส่เข้าไปแล้วก็ถูๆ ไม่ได้โอบรอบฟัน อาจจะทำให้เหงือกอักเสบด้วย หรือบางคนใช้สำหรับดึงเศษอาหารที่ติดออกก็จะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
     อยากจะแนะนำว่า เมื่อผู้ป่วยใส่ฟันปลอมไปแล้วต้องหมั่นดูแลและทำความสะอาดให้ทั่วถึง และไปรับการตรวจช่องปากอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ถ้าเริ่มมีอาการควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะโรคจะยิ่งลุกลาม ถ้าเราป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุ ไม่เกิดโรคเหงือก ก็ไม่ต้องสูญเสียฟันและไม่ต้องใส่ฟันปลอมทดแทน ซึ่งฟันธรรมชาติย่อมดีกว่าฟันปลอมแน่นอน ดังนั้นควรรักษาฟันธรรมชาติไว้ใช้งานให้ตราบนานเท่านาน และยังจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำฟันด้วย การทำความสะอาดฟันและเหงือกอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสการสูญเสียฟัน และการต้องใส่ฟันปลอมลง

 
 
 
เข้าสู่หน้าสารพันคำถาม - ทันตกรรมรากฟันเทียม
กลับสู่หน้าหลัก - SKT dental center ทันตกรรมโดยคณาจารย์มหิดล