thai
eng
ข้อควรทราบเกี่ยวกับการจัดฟัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิง ปิยารัตน์  อภิวัฒนกุล
อาจารย์ทันตแพทย์หญิง นิรมล  ชำนาญนิธิอรรถ

ถาม     ปัจจุบันการจัดฟันดูเหมือนจะกลายเป็นแฟชั่นสังเกตจากเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมจัดฟันกันมากขึ้นจริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของการจัดฟันคืออะไร
ตอบ     โดยทั่วไปการจัดฟันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการเรียงตัวของฟันที่ดีมีความสัมพันธ์ของฟันบนและฟันล่างหรือมีการสบฟันที่ถูกต้องทำให้สามารถใช้ฟันบดเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพแรงที่เกิดจากการบดเคี้ยวถูกกระจายลงบนฟันแต่ละซี่รวมทั้งกระดูกที่รองรับรากฟัน และข้อต่อขากรรไกรอย่างเหมาะสมโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะดังกล่าวนอกจากนี้การสบฟันที่ดีมีการเรียงตัวของฟันที่เป็นระเบียบยังทำให้การรักษาความสะอาดของฟันง่ายขึ้นอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสวยงามของใบหน้าและรอยยิ้มของผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นด้วยในปัจจุบันการจัดฟันถูกมองว่าเป็นแฟชั่นของวัยรุ่นคงเป็นเพราะพ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทันตสุขภาพบุตรหลานมากขึ้นวัยรุ่นเองก็เป็นวัยที่เด็กเริ่มให้ความสนใจกับร่างกายและความสวยงามของตัวเองประกอบกับเครื่องมือจัดฟันก็ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดและรูปร่างที่เล็กลงกว่าในอดีตมีการพยายามใช้สีสันต่างๆ ของเครื่องมือเพื่อจูงใจให้ผู้ป่วยยอมรับการจัดฟันมากขึ้นการใส่เครื่องมือจัดฟันจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่าเกลียดอีกต่อไป

ถาม     การเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนที่จะทำการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันมีอะไรบ้าง
ตอบ     การเตรียมตัวของผู้ป่วยเพื่อให้พร้อมที่จะรับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
1.การเตรียมพร้อมของสภาพในช่องปาก
2.ความพร้อมทางด้านสุขภาพโดยทั่วๆ ไป ของผู้ป่วย
3.การเตรียมพร้อมในด้านสภาวะทางสังคม
การเตรียมพร้อมของสภาพในช่องปากเนื่องจากสภาวะของฟันเหงือกและกระดูกที่หุ้มรากฟันจะมีความสำคัญต่อการจัดฟันทั้งในระหว่างการจัดฟันและภายหลังการจัดฟันการเคลื่อนที่ของฟันจะเป็นไปได้ด้วยดีต่อเมื่อสภาพของฟันเหงือกและกระดูกที่หุ้มรากฟันอยู่ในสภาพแข็งแรงพอที่จะรองรับแรงจากเครื่องมือหรือการหยุดแรงโดยไม่จำเป็นเพราะอาจมีผลให้ระยะเวลาของการรักษาเนิ่นนานขึ้นหรือซับซ้อนมากขึ้นดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องอุดฟันที่ผุทุกซี่ในปากให้เสร็จสิ้นก่อนการใส่เครื่องมือจัดฟันเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ต้องมีการถอดเครื่องมือจัดฟันออกเพื่ออุดฟันในระหว่างการบำบัดรักษาทางทันตกรรมจัดฟันยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆสำหรับฟันที่ตรวจพบว่ามีการผุลุกลามจนถึงโพรงประสาทและจำเป็นต้องรักษารากฟันควรทำให้เสร็จสิ้นก่อนใส่เครื่องมือจัดฟันอย่างน้อย 6 เดือนหรือถ้ารีบด่วนก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของทันตแพทย์จัดฟันร่วมกับทันตแพทย์ผู้ที่จะให้การรักษาคลองรากฟันสำหรับความแข็งแรงของเหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันผู้ป่วยสามารถสังเกตถึงความผิดปกติของเหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันได้โดยดูจากลักษณะที่บวมแดงของเหงือกหรือการมีเลือดออกตามไรฟันการพบมีหินปูนจับตามคอฟันหรือฟันโยกซึ่งจะต้องรักษาให้หายก่อนการใส่เครื่องมือจัดฟันและผู้ป่วยควรจะต้องศึกษาถึงวิธีการแปรงฟันรวมทั้งการรักษาความสะอาดของช่องปากให้ดีเพราะเมื่อใส่เครื่องมือจัดฟันไปแล้วอาจทำให้การแปรงฟันยากขึ้นรวมทั้งแรงจากเครื่องมือเองก็มีส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเหงือกและกระดูกในบริเวณที่มีการเคลื่อนที่ของฟันและอาจรู้สึกเจ็บทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าแตะต้องหรือทำความสะอาดฟันบริเวณนั้นซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง
ความพร้อมทางด้านสุขภาพโดยทั่วๆ ไปผู้ป่วยที่ต้องการจัดฟันควรมีสุขภาพดีไม่มีโรคติดต่อหรือโรคประจำตัวอันอาจมีผลต่อการจัดฟันเพราะการใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำอาจมีผลต่อเหงือกหรือน้ำลายที่อยู่ในช่องปากของผู้ป่วยนอกจากนี้การได้รับอุบัติเหตุโดยเฉพาะบริเวณของใบหน้าและศีรษะการแพ้ยาการแพ้อาหารควรแจ้งให้ทันตแพทย์จัดฟันทราบก่อนเพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการรักษาและการเลือกใช้เครื่องมือ
การเตรียมพร้อมในด้านสภาวะทางสังคมได้แก่หน้าที่การงานและการสังคมของผู้ป่วยว่าพร้อมที่จะใส่เครื่องมือจัดฟันแบบปกติหรือต้องการเครื่องมือจัดฟันให้อยู่ทางด้านในปากโดยยึดติดกับฟันทางด้านใกล้สิ้นแต่ถ้าผู้ป่วยยอมให้เห็นเครื่องมือได้บ้างโดยไม่สะดุดตานักก็อาจเลือกใช้เครื่องมือที่ติดกับฟันเป็นพลาสติกหรือเซรามิกที่มีสีเหมือนฟันแทนโลหะหรืออาจเลือกใช้เครื่องมือชนิดถอดได้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใส่และถอดได้เองนอกจากนี้การเลือกเส้นทางคมนาคมระหว่างผู้ป่วยและสถานที่จัดฟันก็มีความสำคัญ เช่น ระยะเดินทางไกลมากรถติดมากทำให้เกิดความไม่สะดวกเพราะผู้ป่วยจัดฟันมักจะต้องมาพบ ทันตแพทย์ทุก 3 หรือ 4 สัปดาห์เป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ปีถ้าผู้ป่วยเป็นนักเรียนนักศึกษาก็ต้องเลือกจัดตารางเรียนให้มีเวลาพอที่จะมาพบทันตแพทย์จนกว่าจะสิ้นสุดการจัดฟันในกรณีที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบก่อนทำการรักษาหรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษาหรือการส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อการออกงานทางสังคมที่สำคัญของผู้ป่วยเช่นการรับปริญญาถ้ามีแผนอยู่ในระยะใกล้เคียงกับการเริ่มจัดฟันอาจชะลอการจัดฟันไปก่อน

ถาม     การปฏิบัติตัวระหว่างการรักษาของผู้ป่วยจะต้องทำอย่างไรบ้าง
ตอบ     เมื่อทันตแพทย์ได้เสนอแผนการรักษารวมทั้งวิธีการรักษาอย่างคร่าวๆ ให้ผู้ป่วยแล้วผู้ป่วยอาจสามารถเลือกชนิดของเครื่องมือจัดฟันได้เองหรืออาจเป็นวิธีเฉพาะที่ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้ตามปกติชนิดของเครื่องมือจัดฟันจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้(Removable appliance) กับเครื่องมือชนิดติดแน่น (Fixed appliance) ซึ่งผู้ป่วยจะมีวิธีดูแลรักษาแตกต่างกัน
เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ลักษณะของเครื่องมือจะเป็นแผ่นอะคลิลิค (acrylic) หรือพลาสติกที่มีส่วนของตะขอลวด สปริง สกรู หรือลวดอื่นๆฝังอยู่เพื่อวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนฟันในวันแรกที่ใส่เครื่องมือผู้ป่วยจะได้รับการสอนวิธีใส่และถอดเครื่องมือรวมทั้งวิธีการดูแลรักษาตามปกติทันตแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยใส่เครื่องมือตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนถอดเฉพาะเวลาแปรงฟันและรับประทานอาหารที่ต้องมีการขบเคี้ยวการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ไม่ต้องเคี้ยวเช่นไอศกรีมสามารถทำได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องมือแต่หลังจากรับประทานแล้วควรบ้วนปากและล้างเครื่องมือทุกครั้งเมื่อถอดเครื่องมือจากปากห้ามห่อกระดาษไว้ข้างจานอาหารหรือใส่กระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงเพราะเครื่องมือจะหายหรือหักได้ควรมีกล่องพลาสติกเล็กๆ ไว้สำหรับใส่เครื่องมือโดยเฉพาะการทำความสะอาดเครื่องมือควรทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งในช่วงที่มีการแปรงฟันเช้าและก่อนนอนโดยใช้แปรงกับยาสีฟันหรือสบู่เพื่อกำจัดกลิ่นและความมันของอาหารผู้ป่วยควรใส่เครื่องมืออยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องถ้าเกิดมีบาดแผลมีเลือดออกหรือเจ็บมากให้ถอดเครื่องมือออกและรีบติดต่อทันตแพทย์จัดฟันเพื่อขอคำปรึกษาหรือแก้ไข
เครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นลักษณะของเครื่องมือประกอบไปด้วยปลอกโลหะรัดฟัน (band) ที่มีท่อสำหรับร้อยลวดติดอยู่มักใช้เฉพาะฟันกรามเนื่องจากต้องรับแรงบดเคี้ยวมากส่วนฟันซี่อื่นๆ จะมีเครื่องมือชิ้นเล็กๆ เรียกว่า แบร็กเค็ท (bracket) ซึ่งทำด้วยโลหะหรือเซรามิกที่มีร่องตรงกลางเอาไว้เป็นที่อยู่ของลวดและติดอยู่บนฟันด้วยกาวชนิดพิเศษการเคลื่อนที่ของฟันจะขึ้นอยู่กับลวดและยางดึงฟันบางครั้งส่วนของเครื่องมือที่นูนขึ้นมาจากผิวฟันหรือลวดอาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของริมฝีปากหรือกระพุ้งแก้มจนเกิดเป็นแผลซึ่งผู้ป่วยจะต้องรีบแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบเพื่อขอรับการแก้ไขและใช้ขี้ผึ้งที่ทันตแพทย์จัดฟันแจกให้ปิดบริเวณเครื่องมือส่วนที่คมหรือทำให้เกิดความระคายเคืองไว้ก่อนจนกว่าจะถึงเวลานัดข้อควรระวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องมือชนิดติดแน่นคือการรับประทานอาหารเพราะจะทำให้เครื่องมือหลุดหรือเสียหายได้อันอาจทำให้เกิดแรงที่ผิดปกติลงบนตัวฟันอาหารที่มีความแข็งมากกรอบมากหรือ เหนียวมากอาจต้องงดรับประทานชั่วคราวหรือต้องหั่นให้เป็นชิ้นเล็กเพื่อลดแรงบดเคี้ยวเช่นการกัดหรือเคี้ยวก้อนน้ำแข็งผลไม้ดิบถั่วตัดถั่วทุกชนิดเนื้อทอดปลาหมึกแห้งท๊อฟฟี่หมากฝรั่งและตังเมเป็นต้นสำหรับการรักษาความสะอาดผู้ป่วยจะต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยความพิถีพิถันมากขึ้นเนื่องจากส่วนของเครื่องมือและลวดจะเป็นที่เก็บกักของเศษอาหา รได้มากกว่า ผิวฟันปกติ

ถาม     ความเจ็บปวดในระหว่างการจัดฟันมีมากน้อยแค่ไหน
ตอบ     การใส่เครื่องมือจัดฟันอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญบ้างในระยะแรกๆ แต่ต่อมาก็จะเริ่มมีการปรับตัวและชินกับเครื่องมือ เวลาที่ผู้ป่วยมาพบทันตแพทย์เพื่อปรับเครื่องมือเป็นระยะ ๆ  ทันตแพทย์อาจทำให้เกิดแรงในเครื่องมือเพื่อเคลื่อนฟัน และเป็นสาเหตุของความรู้สึกเจ็บ ตึง หรือไม่สบายที่บริเวณฟันบ้าง โดยทั่วไปความเจ็บปวดนี้มักอยู่ในระดับที่ผู้ป่วยบางครั้งถ้าผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นหลังจากนั้นประมาณ 3 – 4 วันบางครั้งถ้าผู้ป่วยรู้สึกปวดมากก็อาจใช้ยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านรับประทานเพื่อบรรเทาอาการได้

ถาม     มีข้อห้ามไหมว่าโรคอะไรที่ไม่สามารถทำได้เลย
ตอบ     โรคที่ไม่สามารถทำจัดฟันได้ อาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.  โรคที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยทั่ว ๆ ไป
2.  โรคที่เกิดกับช่องปาก
โรคที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยทั่ว ๆ ไป จะรวมถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ได้ความสำเร็จในการจัดฟันจะมีน้อย หรือทำไม่ได้เลย โรคทางร่างการที่สำคัญ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด โรคที่เกี่ยวกับการอักเสบของลิ้นหัวใจ โรคประจำตัวบางชนิดของผู้ป่วยที่อาจกำเริบได้บ่อย ๆ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บปวด เช่น โรคลมชัก หรือ หอบ-หืด ถ้ายังควบคุมอาการของโรคไม่ได้ก็ยังไม่ควรทำจัดฟัน รวมทั้งโรคติดต่อบางชนิดที่ยังอยู่ในระยะติดต่อได้ เช่น ตับอักเสบและวัณโรค
โรคที่เกิดกับช่องปาก สำหรับโรคของฟันจะได้แก่ผู้ป่วยที่มีฟันผุมาก และสามารถเกิดฟันผุใหม่ได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นผลจากส่วนประกอบของเนื้อฟัน หรือน้ำลาย หรือความละเลยของผู้ป่วยเอง การจัดฟันจะทำให้อัตราการผุของฟันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสูญเสียฟันไปก่อนกำหนด ส่วนโรคของเหงือกและกระดูกหุ้มฟันที่สำคัญได้แก่ โรคปริทันต์ หรือที่เรียกว่า โรครำมะนาด ที่มีการทำลายของกระดูกหุ้มรากฟันจะทำให้กระดูกที่หุ้มรากฟันละลายตัวมากขึ้น จึงต้องระมัดระวังในการใช้แรงเพราะอาจทำให้ฟันหลุดจากเบ้าฟันได้ นอกจากนี้ยังมีโรคของรากฟันที่เกิดการละลายตัวทำให้รากฟันหดสั้นลงโดยไม่ทราบสาเหตุ การจัดฟันอาจทำให้รากฟันมีการละลายตัวมากขึ้น จึงมักไม่แนะนำให้ผู้ป่วยทำจัดฟันในกรณีนี้

ถาม       อายุที่เหมาะสมกับการรักษาทางทันตการจัดฟัน คืออายุเท่าใด
ตอบ      คงเป็นการยากที่จะให้ระบุชัดเจนว่าควรเริ่มจัดฟันเมื่ออายุเท่าใดเพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีความผิดปกติของฟัน และโครงสร้างในหน้าที่ที่แตกต่างกันโดยมากการแก้ไขตำแหน่งฟันที่ผิดปกติมักจะกระทำเมื่อฟันแท้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนมครบแล้ว เราจึงเห็นผู้ป่วยจัดฟันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระยะวัยรุ่น ในกรณีที่ความผิดปกตินั้นรุนแรง หรือมีผลกระทบต่อฟันข้างเคียงหรือต่อพัฒนาการของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า เช่น มีฟันบางซี่คุดไม่ขึ้นมาในช่องปาก ฟันหน้าล่างสบคร่อมฟันหน้าบน หรือมีฟันหน้ายื่นมากจนอาจจะเสี่ยงต่อการได้รับความเสียหายจากมีอุบัติเหตุ เป็นต้น กรณีเหล่านี้อาจทำให้ทันตแพทย์ตัดสินใจเริ่มการรักษาเร็วกว่ากำหนด โดยอาจเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะฟันชุดผสม คือฟันแท้บางซี่ขึ้นแล้วและฟันน้ำนมยังไม่หลุดทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทวีความซับซ้อน หรือทำให้กระดูกขากรรไกรและใบหน้าเจริญเติบโตผิดไปจากปกติได้

ถาม       การจัดฟันในผู้ใหญ่ยังคงทำได้เหมือนในเด็กหรือไม่
ตอบ      โดยหลักการแล้ว หากผู้ป่วยยังคงมีสภาพฟัน รากฟัน เหงือกและกระดูกหุ้มรากฟันที่ดี รวมทั้งไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามต่อการจัดฟัน ก็สามารถจัดฟันได้ อย่างไรก็ตาม การตอบสนองต่อการรักษาในผู้ใหญ่อาจมีมากกว่าในเด็ก เช่น มีจำนวนฟันที่เหลืออยู่น้อย การมีฟันผุหรือโรคปริทันต์ ทำให้ฟันบางซี่อยู่ในสภาพ ไม่สมบูรณ์ มีการรักษาในระยะที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ผิดกับในเด็กที่เราสามารถอาศัยการเจริญเติบโตของใบหน้าขากรรไกรที่ยังมีเหลืออยู่มาก มาช่วยให้การรักษาง่ายและได้ผลดีขึ้นได้สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ทำให้วัตถุประสงค์ของการรักษา การวางแผนการรักษาตลอดจนระยะเวลาที่ใช้รักษาในผู้ใหญ่อาจต่างจากในผู้ป่วยเด็ก และในบางกรณีอาจต้องมีการรักษาร่วมกับการผ่าตัด เช่น ในรายที่ความผิดปกติของการสบฟันนั้น เกิดจากความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรเป็นต้น

ถาม       ภาวะที่เกี่ยวกับหลังจากรักษาจะเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ     ภาวะหลังจากการจัดฟัน อาจแบ่งได้เป็น 2 ระยะ
1.  ระยะแรกของการถอดเครื่องมือจัดฟัน
ในระยะนี้ฟันจะอยู่ในตำแหน่งที่ดี และสวยงาม แต่สภาพความแข็งแรงของฟันจะยังไม่เป็นปกติเนื่องจากระดูกและเนื้อเยื่อที่หุ้มรากฟันยังซ่อมแซมตัวเองได้ไม่เต็มที่ ฟันจึงโยกและเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่ายอีกทั้งสิ่งแวดล้อมของฟันที่เคยมีอยู่เดิม เช่น ลิ้น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม และแม้แต่ลักษณะของการบดเคี้ยวยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งใหม่ของฟันได้ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับควบคุมตำแหน่งของฟันให้อยู่ในที่ ๆ ต้องการที่เรียกว่า “Retainer” หรือเครื่องมือคงสภาพฟัน ซึ่งอาจเป็นชนิดติดแน่น หรือชนิดถอดได้ แล้วแต่ดุลยพินิจของทันตแพทย์จัดฟัน
เนื่องจากความสำคัญของระยะนี้ คือ ฟันจะเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งที่จัดไว้ได้เร็วมาก ดังนั้นเมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันออกแล้วต้องกลับมาใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ช่วงเวลาของการใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน อาจแต่งต่างกันได้ขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพความผิดปกติของฟันก่อนจัด สภาพความแข็งแรงของฟัน เหงือก และกระดูกหุ้มฟัน เป็นต้น โดยเฉลี่ยจะประมาณ 2 เท่าของระยะเวลาที่ใช้ในการจัดฟัน เช่น ถ้าใช้เวลาในการจัดฟัน 2 ปี ก็ควรใส่เครื่องมือคงสภาพฟันไว้ประมาณ 4 ปี โดยในช่วงแรกของการใส่เครื่องมือ คงสภาพฟันต้องพยายามใส่ตลอดเวลา และค่อย ๆ ลดจำนวนชั่วโมงของการใส่ในแต่ละวันลงในช่วงหลัง เมื่อตรวจพบว่าฟันมีความแข็งแรงมากขึ้น
2. ระยะหลังจากการถอดเครื่องมือคงสภาพฟัน
ระยะนี้ฟันส่วนใหญ่ควรอยู่ในตำแหน่งที่ดี และสวยงามเหมือนหรือใกล้เคียงกับฟันที่เพิ่งถอดเครื่องมือจัดฟันออก โดยมีสภาพความแข็งแรงของฟัน-กระดูก และเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันเป็นปกติ ทำให้ฟันสามารถทำงานได้ดี แต่เนื่องจากแรงที่ลงบนตัวฟันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและในทิศทางต่างๆ กัน เช่น แรงจากการบดเคี้ยว กัด ฉีกอาหาร หรือแรงดันจากกล้ามเนื้อของลิ้น แก้มและริมฝีปาก หรือ แรงดันจากการขึ้นของฟันและแม้แต่การเจริญเติบโตหรือการเสื่อมของร่างกายจะมีผลให้เกิดการขยับตัวของฟันไปจากตำแหน่งเดิมได้ทีละน้อย ลักษณะความผิดปกติที่พบบ่อยได้แก่การมีฟันหน้าล่างซ้อนเก หรือมีฟันหน้าบนบางซี่บิดตัว หรือยื่น หรือแยกห่างจากกัน
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ มักพบได้ภายหลังจากการเลิกใช้เครื่องมือคงสภาพฟัน ตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการดังกล่าวมาแล้วในกรณีที่ความผิดปกติเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือลองสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงไปก่อน เพราะส่วนใหญ่ความผิดปกติอาจเพิ่มขึ้นได้ช้ามาก หรือไม่เพิ่มอีกต่อไป แต่ถ้าต้องการแก้ไขก็ต้องกลับมาใส่เครื่องมือจัดฟันอีกระยะหนึ่ง ซึ่งมักไม่ซับซ้อนเท่ากับการจัดฟันในระยะแรก

ถาม     ปัญหาที่มักพบบ่อยในระหว่างจัดฟัน คืออะไร
ตอบ      สิ่งที่พบว่าเป็นปัญหาบ่อยที่สุดคือ เรื่องของความร่วมมือของผู้ป่วย เพราะการจัดฟันเป็นการรักษาที่แตกต่างจากการรักษาทันตกรรมชนิดอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยเพียงแต่ไปพบทันตแพทย์แล้วปล่อยให้คุณหมออุดฟันขูดหินปูน หรือถอนฟันให้ที่คลินิกในขณะที่การจัดฟันเป็นการรักษาที่กินเวลานาน และไม่ได้จบสิ้นเพียงแค่ระยะเวลาที่ผู้ป่วยอยู่ที่คลินิก เมื่อทันตแพทย์ใส่เครื่องมือจัดฟันให้ผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องมาตรวจและปรับเครื่องมือเป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอนานถึง 2-3 ปี เครื่องมือบางชนิด เช่น เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ เครื่องมือนอกปากหรือเฮดเกียร์ ยางวงเล็ก ๆ ที่ผู้ป่วยต้องเกี่ยวไว้กับเครื่องมือชนิดติดแน่น เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ผู้ป่วยถอดออกแล้วใส่เองได้ โดยขณะที่ถอดเครื่องมือออกจะทำให้ไม่มีแรงกระทำลงบนฟันเพื่อให้ฟันเคลื่อนที่ หากผู้ป่วยถอดเครื่องมือออกบ่อย ๆ หรือใส่เป็นระยะเวลาน้อยกว่าที่กำหนด ก็จะส่งผลให้การรักษาไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยไม่มาพบทันตแพทย์ตามนัดบ่อย ๆ ก็จะทำให้ระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องใส่เครื่องมือจัดฟันนานขึ้น บางครั้งฟันอาจเคลื่อนไปในตำแหน่งที่ไม่ต้องการได้ ความร่วมมือของผู้ป่วยยังรวมถึงการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์ อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลฟันให้สะอาด การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือพฤติกรรมบางอย่างที่อาจทำให้เครื่องมือชำรุดหรือหลุดออกจากฟัน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของการจัดฟันขึ้นกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งเมื่อจัดฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการและถอดเครื่องมือที่ใช้เคลื่อนฟันออกแล้วก็ตาม ผู้ป่วยก็ยังต้องร่วมมือในการใส่รีเทนเนอร์หรือเครื่องมือรักษาตำแหน่งฟันไว้ไม่ให้คืนกลับอีกด้วย มิฉะนั้นฟันที่จัดไว้จนดีแล้วก็อาจกลับซ้อนเก ห่าง หรือยื่นได้อีก

ถาม     ราคาที่รักษาทางทันตกรรมจัดฟันประมาณเท่าไร
ตอบ      ค่ารักษาทางทันคกรรมจัดฟันอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับ
1. ชนิดของเครื่องมือ เครื่องมือแต่ละชนิดอาจมีความสามารถในการเคลื่อนฟันต่างกัน หรือสร้างจากวัสดุที่ต่างกัน และในบางครั้งผู้ป่วยคนหนึ่งอาจต้องใช้เครื่องมือมากชนิดกว่าผู้ป่วยอีกคนหนึ่ง เช่น จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ใส่ภายนอกปากเพิ่มเติมด้วย ก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น
2. ลักษณะความผิดปกติของผู้ป่วยมีผลต่อขั้นตอนวิธีการ และระยะเวลาในการรักษา ตามปกติผู้ป่วยที่สามารถแก้ไขได้ง่ายและรวดเร็วจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในรายที่ยุ่งยาก
3. สถานที่ที่ให้บริการ ตามปกติการจัดฟันตามสถานที่ราชการจะมีราคาน้อยกว่าเอกชน โดยเฉพาะถ้าการรักษาทำในเวลาราชการตัวอย่างเช่น ที่คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ ภาควิชาทันตกรรมจัดฟันจะคิดค่ารักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือชนิดติดแน่นในราคาประมาณรายละ 25,000 บาท หรือเครื่องมือถอดได้ในราคาประมาณรายละ 15,000 บาท แต่ทั้งนี้มีข้อจำกัดอยู่ว่าผู้ป่วยจะต้องยินยอมให้มีการศึกษาและปฏิบัติการโดยนิสิตทันตแพทย์ที่ขึ้นมาฝึกงานด้วย ราคานี้ไม่รวมถึงเครื่องมือพิเศษอื่น ๆ และการปฏิบัติการโดยนิสิตทันตแพทย์ที่ขึ้นมาฝึกงานด้วย ราคานี้ไม่รวมถึงเครื่องมือพิเศษอื่น ๆ และการปฏิบัติงานที่อาจต้องมีขึ้น เช่น ค่าเอกซ์เรย์ หรือค่าอุดฟัน ถอนฟัน เป็นต้น ส่วนค่าจัดฟันของคลินิกนอกเวลาราชการของคณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ จะอยู่ที่ราคาประมาณรายละ 35,000-40,000 บาท

ถาม     การจ่ายเงินสำหรับค่าจัดฟันต้องจ่ายอย่างไร
ตอบ     ผู้ป่วยที่มาปรึกษาทางทันตกรรมจัดฟันครั้งแรกจะต้องจ่ายค่าพิมพ์ปาก ถ่ายรูป และค่าเอกซเรย์ เพื่อวิเคราะห์ถึงความผิดปกติและวางแผนการบำบัดรักษาซึ่งไม่นับรวมกับค่าจัดฟัน เมื่อทันตแพทย์ได้อธิบายถึงความผิดปกติและวิธีการรักษาจนเป็นที่ตกลงกันแล้ว ทันตแพทย์หรือแผนกการเงินจะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงราคาค่าจัดฟันทั้งหมด พร้อมทั้งวิธีการจ่ายเงินซึ่งตามปกติมักให้ผู้ป่วยแบ่งจ่ายเป็นงวด โดย 2-3 งวดแรกจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่างวดอื่น ๆ เนื่องจากเป็นระยะของการใส่เครื่องมือจัดฟัน