thai
eng
ผู้ปกครองช่วยเด็กป้องกันฝันผุได้อย่างไร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิง รุจิรา  เผื่อนอัยกา

ถาม       ฟันผุเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ      โรคฟันผุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสร้างกรดมาทำลายฟันและโรคฟันผุนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ การเกิดฟันผุจะต้องมีปัจจัยครบ 4 อย่าง คือ ตัวฟัน เชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฟันผุนอกจากนี้ก็มี อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท (แป้งและน้ำตาล) ซึ่งเป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์โดยเชื้อจุลินทรีย์จะผลิตกรดจากอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเหล่านี้ และ เวลา คือต้องมีเวลาให้กรดสัมผัสเนื้อฟันนานพอที่จะทำลายฟันได้ ปกติในช่องปากของเรามีปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันผุคือ ตัวฟัน เชื้อจุลินทรีย์และอาหารที่ติดอยู่ที่ฟันโดยเฉพาะบริเวณหลุมและร่องฟันทำให้มีโอกาสเกิดฟันผุได้ แต่ถ้าเรารีบแปรงฟันกำจัดเศษอาหารออกก็จะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ไม่สามารถผลิตกรดมาทำลายฟันได้ หรือหากเชื้อจุลินทรีย์ผลิตกรดมาแล้วแต่กรดยังสัมผัสฟันไม่นานพอจะทำลายฟันได้ ดังนั้นการป้องกันการเกิดฟันผุ คือ การทำให้มีปัจจัยในการเกิดโรคฟันผุไม่ครบ  4 อย่างโดยปัจจัยที่สามารถกำจัดได้ง่าย คือ อาหารและเวลา
ในเรื่องของตัวฟัน ฟันที่แข็งแรงมีโอกาสผุน้อยกว่าฟันที่ไม่แข็งแรง โดยฟันที่ไม่แข็งแรงผิวฟันอาจมีลักษณะพื้นผิวขรุขระ หรือเป็นฝ้าขาวจะผุง่าย เราสามารถควบคุมและป้องกันได้ใน 2 ระยะ คือ ในระยะที่กำลังสร้างฟัน คือ ตั้งแต่อยู่ที่ในครรภ์มารดา และอยู่ในขากรรไกรที่ยังไม่โผล่มาในช่องปาก และอีกระยะหนึ่งที่ฟันโผล่ออกมาในช่องปากแล้ว
สำหรับฟันที่ยังไม่ขึ้น คุณแม่สามารถเตรียมได้ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ คือ คุณแม่ควรจะทานอาหารให้ครอบ 5 หมู่ เพื่อให้ฟันแข็งแรงเพราะการขาดวิตามินบางตัว เช่น วิตามิน  A, C หรือ D หรือเกลือแร่บางชนิดจะทำให้ฟันไม่แข็งแรง เกิดฟันผุได้ง่าย หรือการติดเชื้อบางอย่างขณะตั้งครรภ์ก็อาจมีผลทำให้ฟันไม่แข็งแรง เกิดฟันผุได้ง่าย หรือได้รับยาบางอย่าง เช่น เตตราชัยคลิน จะทำให้ฟันของเด็กมีสีคล้ำไม่สวย เด็กที่มีปัญหาตอนแรกคลอดมีไข้สูงหรือท้องเดินก็จะทำให้มีการสร้างเคลือบฟันที่ไม่แข็งแรง ไม่สมบูรณ์ฟันผุได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ทำให้ตัวฟันไม่แข็งแรง ส่วนฟันที่ขึ้นมาในช่องปากแล้วนั้น ระยะที่ฟันโผล่มาในช่องปากใหม่ ๆ ฟันยังไม่แข็งแรงจะผุง่าย ประกอบกับมีร่องหรือมีหลุมลึก ซึ่งเศษอาหารมักติอยู่ที่บริเวณเหล่านี้ เราควรฉาบพลาสติกปิดร่องหลุมต่าง ๆ เหล่านั้นให้ตื้นขึ้น เพื่อช่วยป้องกันฟันผุ นอกจากนี้ การรับประทานฟลูออไรด์ก็จะช่วยทำให้ฟันแข็งแรง
ในเรื่องของจุลินทรีย์ มีจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดฟันผุหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญเรียกว่า มิวแทนส์ สเตรปโตคอกไค (Mutans Streptococci) ซึ่งจะไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้ในช่องปากของเด็กแรกเกิดแต่เมื่อฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นก็จะมีเชื้อชนิดนี้ในช่องปากโดยเชื้อเหล่านี้อาจมาจากคุณแม่ พี่เลี้ยง ผู้เลี้ยงดู หรือคนใกล้ชิดเด็กผ่านทางน้ำลาย เด็กจะติดเชื้อจากทางตรง คือ สัมผัสโดยตรง เช่น หอมแก้ม จูบ หรือสัมผัสทางอ้อม เช่นติดจากน้ำลายที่ติดอยู่ที่ภาชนะ ช้อน แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เมื่อเด็กโตขี้นก็จะมีเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุอยู่ในปาก เราจึงต้องควบคุมการทำความสะอาดช่องปาก ในเรื่องอาหารที่เป็ฯสาเหตุให้เกิดโรคฟันผุ คือ อาหารคาร์โบไฮเดรท ประเภทแป้งและน้ำตาลทุกชนิด ซึ่งมักเป็นอาหารขบเคี้ยว ขนมถุง และลูกกวาด เป็นต้น ซึ่งเด็กมักทานเป็นอาหารว่างจึงขอแนะนำอาหารว่างที่จะลดอัตราการเกิดโรคฟันผุได้ คือ อาหารประเภทโปรตีน นม เนยแข็ง ผัก ผลไม้ แต่ถ้าเป็นผลไม้รสจัด น้ำตาลในผลไม้ก็อาจทำให้ฟันผุได้เช่นกัน แต่ยังดีกว่าอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เหนียวและติดฟัน เช่น คุกกี้ ช็อกโกแลต ทอฟฟี่ เมื่อทานแล้วจะมีบางส่วนเกาะติดอยู่ที่ฟัน ทำให้มีอาหารตกค้าง เชื้อจุลินทรีย์ก็จะนำไปใช้สร้างกรดได้ตลอดเวลาที่มีอาหารหากอาหารติดฟันอยู่เป็นเวลานานก็จะมีกรดทำลายผิวฟันต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดฟันผุได้ แต่ถ้าทานอาหารหยาบมีเส้นใย เช่น ฝรั่ง มันแกว แอปเปิล ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านช่องปากไปเร็วมีโอกาสอยู่ในช่องปากน้อยเพราะไม่ติดฟัน โอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์จะสร้างกรด จากอาหารเหล่านี้ก็มีน้อย อาหารประเภทเส้นใยจึงมีโอกาสทำให้เกิดฟันผุได้น้อยกว่าอาหารที่เหนียวติดฟัน ถ้าเปรียบเทียบในระหว่างกลุ่มของหวานด้วยกัน ถ้าดื่มน้ำหวาน น้ำหวานก็จะผ่านช่องปากไปอย่างรวดเร็วกว่าการอมลูกกวาดหรือช็อกโกแลตที่เหนียวติดฟัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความบ่อยหรือความถี่ของการทานอาหาร เพราะทุกครั้งที่เราทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เชื้อจุลินทรีย์จะนำอาหารเหล่านี้มาใช้และผลิตกรดที่สามารถทำลายผิวฟันได้ จึงมีกรดทำลายผิวฟันทุกครั้งที่เราทานอาหาร หากทานอาหาร 10 ครั้ง ภายใน 1 วัน เปรียบเทียบกับการทานอาหารเพียง 2-3 ครั้ง ใน 1 วัน โอกาสที่จะทำให้เกิดฟันผุ 2-3 ครั้ง ก็จะน้อยกว่า 10 ครั้ง จึงไม่ควรให้เด็กทานอาหารจุบจิบ ถ้าหัดให้ไม่ทานเลยจะดีที่สุด แต่ถ้ายังห้ามไม่ได้เราอาจกำหนดเวลาให้เขาทานให้เต็มที่ครั้งเดียวแล้วแปรงฟันก็จะดีกว่าทานครั้งละเล็กน้อย หรืออาจกำหนดให้ทานในวันเสาร์ครึ่งวัน โดยสามารถทานได้อย่างเต็มที่ คือเปิดช่องว่างให้เขา และขนมที่ควรระมัดระวังอีกชนิด คือขนมถุงกรอบ เพราะเป็นอาหารที่ทำให้ฟันผุและได้แคลอรี่ โดยไม่ได้สารอาหารอย่างอื่น จะส่งผลเสียต่อร่างกาย คือเด็กจะอิ่มแต่ไม่มีคุณค่าต่อร่างกาย
ปัจจัยสุดท้ายเป็นเรื่องเวลา คือ จะเกิดฟันผุเมื่อมีกรดสัมผัสฟันนานมากพอที่จะทำลายฟัน ดังนั้น ถ้าเราจัดเวลาให้เด็กรับประทานแล้วให้แปรงฟันทำความสะอาดทันที โอกาสที่จะเกิดฟันผุก็จะน้อยกว่า เพราะแม้จะมีกรดสัมผัสที่ผิวฟันแต่ก็ไม่นานพอที่จะทำลายฟัน แต่ถ้าไม่ทำความสะอาดทันที เช่นเด็กดูดนมขวดแล้วหลับคาขวดนมก็จะเกิดฟันผุได้ง่าย

ถาม       ผู้ปกครองควรจะดูแลฟันของเด็กอย่างไร
ตอบ      หากพูดถึงการดูแลฟันของเด็กเนื้อหาจะค่อนข้างกว้างมากดังนั้นหากคุณพ่อ คุณแม่ได้พูดคุยกับทันตแพทย์ประจำครอบครัวก็จะได้ข้อมูลโดยละเอียดตามจังหวะที่เหมาะสม กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
1. สร้างความแข็งแรงให้ฟัน โดยขณะตั้งครรภ์คุณแม่ควรทานอาหารครบ  5 หมู่ และดูแลเด็กให้ทานอาหารครบ  5 หมู่ และควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อให้ฟลูออไรด์เสริมในโอกาสที่เหมาะสม ผนึกหลุมและร่องฟันที่ลึกยากต่อการทำความสะอาดคล้ายกับการทาชแล็คที่ผิวไม่ให้คงทนไม่ผุ
2. ลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย โดยการเช็คปาก แปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟัน (DENTAL FLOSS) และดูแลสุขภาพของผู้ใกล้ชิดคือ คุณพ่อ คุณแม่ หรือพี่เลี้ยง เพราะถ้าคุณแม่หรือพี่เลี้ยงมีสุขภาพดีจำนวนเชื้อในช่องปากก็จะลดลง คุณแม่หรือพี่เลี้ยงหากมีเชื้อโรคในช่องปากจำนวนมาก เชื้อที่ส่งผ่านไปก็จะมีความเข้มข้นมากพอที่จะทำให้เกิดโรคได้ การดูแลสุขภาพในช่องปากของเด็กที่ไม่มีฟันทำได้โดยเช็คเหงือกตั้งแต่แรกเกิดโดยใช้ผ้าสะอาดที่ยังไม่เคยใช้หรือก๊อซหมาด เช็คเหงือก ลิ้น เพดาน โดยควรใช้น้ำต้ม หรือน้ำสุกที่สะอาด ถ้าไม่สะอาดอาจจะติดเชื้อทำให้ท้องเดินได้ เราอาจพบเชื้อราในปากของเด็กที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดช่องปากหรือเด็กที่ไม่ดูดน้ำหลังจากทานนมได้
3. หมั่นพาลูกไปตรวจฟันทุก 6 เดือน หรือตามกำหนดเวลาที่ทันตแพทย์นัด

ถาม       ควรเริ่มทำความสะอาดในช่องปากโดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดตั้งแต่อายุเท่าไร
ตอบ      ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน โดยน้ำและผ้าที่ใช้จะต้องสะอาด เมื่อเด็กมีฟันซี่แรกจึงเริ่มใช้แปรงสีฟัน อาจเป็นแปรงยางหรือแปรงสีฟันนุ่ม ๆ เล็ก ๆ หรือใช้ผ้าก๊อซพันนิ้วเช็ค เพื่อให้เคยชินกับการแปรงฟันในการทำความสะอาดฟันให้ลูกควรจับให้นอนสบายๆ แสงเข้ามองเห็นในช่องปากชัดเจน ถ้าเด็กโตอาจให้เด็กนอนพิงเราหรือนอนโซฟา เพื่อให้ผู้ปกครองแปรงฟัน ให้หรือผู้ปกครองนั่งกับพื้นแล้วให้เด็กนอนตักก็จะเป็นภาพที่อบอุ่น และก็จะทำความสะอาดได้ดี การให้เด็กยืนหันหน้ามาหาผู้ปกครองและผู้ปกครองจับคางหรือศีรษะของเด็กขณะที่แปรงฟันให้ ศีรษะจะขยับทำให้แปรงไม่ถนัดอาจจะพลาดและทำให้เจ็บ เด็กก็อาจปฏิเสธการแปรงฟัน

ถาม        ช่วงของการเริ่มใช้แปรงสีฟัน ตั้งแต่ฟันซี่แรก ๆ เริ่มขึ้นมาในช่องปากจำเป็นต้องใช้ยาสีฟันหรือไม่
ตอบ       ยังไม่ควรใช้ยาสีฟันในเด็กเล็ก ๆ เพราะเด็กยังไม่สามารถบ้วนออกมาได้ เขาจะทานไปด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงแรกจะไม่ให้ใช้ยาสีฟันเลยเราจะแนะนำให้ใช้ยาสีฟันต่อเมื่อเด็กสามารถบ้วนปากได้
นอกจากนี้วิธีให้นมก็สำคัญ แม้ว่านมไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ฟันผุ แต่ถ้าเราให้นมไม่ถูกวิธี เด็กก็อาจเกิดฟันผุได้ โดยผู้ปกครองบางท่านอาจจะเอานมใส่ปากให้เด็กดูดนมตอนที่เด็กเริ่มง่วงเพื่อให้เด็กหลับนั้น เป็นสาเหตุทำให้เด็กเล็กฟันผุมามากแล้ว ซึ่งจะน่าสงสารมาก เด็ก ? - 2 ขวบปวดฟันจะรักษายากมากเพราะเด็กไม่พร้อมที่จะคุยกับเรา ขอแนะนำว่าเวลาให้นมควร ปฏิบัติเช่นเดียวกับการให้อาหารคือ เมื่อเขาทรงตัวนั่งได้ ให้อุ้มเด็กในท่านั่ง ถ้าเป็นนมแม่ก็อุ้มเด็กให้ดูดนม และควรทำความสะอาดช่องปากเมื่อดูดนมเสร็จ ถ้าเป็นนมขวดก็ควรอุ้มในลักษณะเดียวกับการให้นมแม่มองตาลูกแล้วเด็กจะได้รับความสุข ความอบอุ่นมากกว่าการให้เด็กนอนดูดนมในที่นอน หรือบางบ้านก็จะมีที่จับขวดนมไว้ให้ลูก ทำให้เด็กติดขวดนม

ถาม       ลูกที่ดูดนมแม่จะมีปัญหาเรื่องฟันผุมากไหม
ตอบ     ดูดนมแม่ก็มีโอกาสทำให้ฟันผุได้เหมือนกัน  ถ้าให้นมไม่ถูกวิธี คือ ดูดนมแล้วนอนหลับโดยไม่ได้ทำความสะอาดหรือนอนหลับแล้วจึงให้ดูดนม  จะทำให้อาหารมีเวลาตกค้างอยู่ในช่องปากนาน  ก็จะทำให้ฟันผุได้  เพราะฉะนั้นนมแม่ก็อาจทำให้ฟันผุได้เหมือนกัน  แต่อย่างไรเราก็ยังเน้นให้ดูดนมแม่  เพราะเด็กจะได้รับความอบอุ่น ได้ภูมิคุ้มกันจากแม่  ได้รับสัมผัสที่อบอุ่นจากแม่ เป็นการประหยัด สะอาด และไม่ลำบากไม่ต้องเตรียม มีพร้อมสามารถให้นมได้ตลอดเวลา

ถาม      หลังจากที่ลูกดูดนมไม่ว่าเป็นนมแม่หรือนมขวด  จะต้องทำความสะอาดในช่องปากทุกครั้งใช่หรือไม่
ตอบ     ควรจะทำความสะอาดช่องปากของเด็กทุกครั้งหลังดูดนมหรืออาจดูดน้ำตามหลังการดูดนมก็ได้โดยให้เด็กรับน้ำสัก 1-2 ช้อนชา เป็นการชะล้างน้ำนมที่ตกค้างอยู่ในปาก  ไม่ต้องดูดมากๆ เพราะจะอิ่มน้ำ และกลายเป็นว่าได้สารอาหารไม่ครบ

ถาม     เรามักจะพบว่า  การที่ลูกอายุ 3-4 ขวบ ยังดูดนมขวดอยู่เลย เราจะให้ลูกเลิกดูดนมขวดได้อย่างไร
ตอบ      ถ้าเลิกดูดขวดนมช้าจะเลิกได้ยากมาก  เราควรจะเตรียมตั้งแต่แรก  โดยตั้งแต่เกิดเราต้องอุ้มให้นมเป็นมื้อและการจะทำให้เด็กหลับเราควรจะกล่อมให้หลับ  ไม่ควรให้ดูดนมจนหลับ  เมื่อเด็กชันตัวได้ซึ่งอาจจะมีอายุประมาณ 6 เดือน  จะพอดีกับฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น  เราก็เปลี่ยนวิธีให้นมแต่ไม่ได้เปลี่ยนโดยฉับพลันจากขวดนมเป็นนมแก้วทันที  อาจจะเอานมใส่ช้อนแล้วจิบดูด  บางทีเด็กอาจจะอยากลองของใหม่  ให้เด็กจับถ้วยสำหรับหัดดื่มนม  หากเด็กปฏิเสธ ก็ให้นมขวดแทน  ทำบ่อยๆ เด็กก็จะเลิกได้ในที่สุด  ในที่สุดเด็กก็จะเลิกนมขวดมาดื่มนมจากแก้ว  มีเด็กหลายคนที่ให้เลิกดูดนมขวดตอนโต เด็กจะหงุดหงิดร้องไห้ ไม่ยอม แต่พอเลิกแล้วจะพาลไม่ดื่มนมเลย ไม่ว่าจะดื่มจากกล่องหรือจากแก้วก็จะไม่ดื่มนมเลย  หรือบางรายคุณแม่อาจจะหัดให้ดื่มน้ำจากแก้วจะง่ายกว่าเพราะไม่เลอะเทอะ เด็กสามารถดื่มน้ำจากแก้วได้แต่อาจไม่ยอมดื่มนมจากแก้วก็ได้

ถาม       หลังจากเลิกนมขวดไปแล้ว  ควรเลือกนมชนิดใดให้ลูกดื่ม
ตอบ     ขึ้นอยู่กับจังหวะอายุที่เลิกเหมือนกันอาจเป็นนมชงที่เคยชงอยู่หรือนมกล่องควรจะปรึกษากุมารแพทย์  ว่าเด็กควรจะได้รับนมสูตรใด  ในทางทันตกรรมเราขอให้เป็นนมที่ไม่ได้เติมรสหวานลงไป  เช่น นมน้ำตาล  นมน้ำผึ้ง  และน้ำที่ให้เด็กดื่มขอเป็นน้ำเปล่า  น้ำต้มสะอาดที่ไม่ได้เติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาล  มีเด็กๆ หลายคนที่ตอนเล็กๆ ไม่ค่อยอยากดื่มน้ำ  คุณแม่เลยเติมกลูโคสหรือน้ำผึ้งลงไป  เด็กก็เลยติดรสหวานและที่สำคัญคือเด็กฟันผุมากๆ  จากน้ำหวานเหล่านี้ หรือการทาน้ำผึ้งที่หัวนมหลอก  ก็เป็นสาเหตุทำให้ฟันผุมากได้

ถาม       เป็นความจริงไหมที่พ่อแม่ฟันผุมากๆ ลูกก็จะฟันผุตามไปด้วย
ตอบ     มีความเป็นไปได้สูงที่ฟันพ่อแม่ไม่แข็งแรงแล้วลูกอาจจะมีฟันไม่แข็งแรง  แต่ปัจจัยใหญ่ที่เห็นได้ชัดคือ  สิ่งแวดล้อมในครอบครัว  การรับประทานอาหาร  การทำความสะอาด  คือพ่อแม่เป็นแม่แบบของลูกเหมือนแม่ปูกับลูกปู  คือถ้าคุณแม่สนใจเอาใจใส่ในการดูแลรักษาความสะอาดในช่องปาก  ก็มักสนใจดูแลสุขภาพในช่องปากของลูกด้วย  แต่ถ้าละเลยการดูแลสุขภาพในช่องปากของตนเองก็มักจะละเลยกับลูกด้วย  หรือในทางกลับกันผู้ปกครองบางท่านละเลยการดูแลสุขภาพในช่องปากของตนเอง  แต่ดูแลสุขภาพในช่องปากลูกดี  เด็กก็จะเห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ไม่ทำแล้วบังคับให้ลูกทำลูกอาจไม่ปฏิบัติตาม  และหากคุณแม่มีของขบเคี้ยวอยู่ประจำบ้านหรือคนในครอบครัวชอบอาหารจุบจิบ   ขนมขบเคี้ยวหรือน้ำอัดลมซึ่งเป็นสาเหตุของฟันผุ  เด็กในครอบครัวนั้นก็มักจะติดนิสัยทานจุบจิบโดยซึมซับพฤติกรรมการรับประทานของผู้ใหญ่ในครอบครัวมา

ถาม       ลูกชายอายุ 8 ขวบ  ฟันน้ำนมหน้า 2 ซี่  กำลังจะหลุดคือมีอาการโยกเล็กน้อยแต่ยังไม่หลุด  แล้วมีฟันใหม่งอกแซงออกมาซ้อนอยู่ข้างในควรจะทำอย่างไร
ตอบ     กรณีที่ฟันหน้าบนแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง  เพราะฟันน้ำนมยังไม่หลุด  คุณแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์  เพื่อถอนฟันน้ำนมซี่นั้นออกเพื่อให้ฟันแท้ขึ้นมา  และขยับไปในตำแหน่งที่ถูกต้องได้เอง  ถ้าเราไม่รีบถอนซี่นั้นออกฟันแท้ก็จะขึ้นมาในตำแหน่งที่ผิดปกติ  อาจจำเป็นต้องจัดฟันในอนาคต  ในกรณีฟันหน้าล่างช่วง 6 ขวบ ฟันหน้าล่างอาจขึ้นซ้อน เก บางครั้ง  ถ้าฟันโยกแต่เด็กไม่เจ็บและไม่มีปัญหาอื่น  เราอาจรอสักระยะหนึ่ง  เมื่อฟันน้ำนมหลุดไปลิ้นจะดันฟันหน้าล่างให้ออกมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเอง  แต่กรณีฟันบนไม่สามารถรอได้เพราะฟันบนที่ขึ้นผิดตำแหน่งอาจอยู่ในต่อฟันหน้าล่างทำให้ถูกฟันหน้าล่างบังคับอยู่  ลิ้นก็ไม่สามารถดันฟันเข้าสู่ตำแหน่งปกติได้

ถาม       จะรออีกสักระยะได้หรือไม่
ตอบ      ถ้าเป็นฟันล่างก็อาจรอได้  แต่ไม่อยากให้รอควรปรึกษาหรือไปพบทันตแพทย์

ถาม       ฟันล่าง 2 ซี่ หลุดไปและมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่แล้ว  ซี่ที่ 3 ไม่โยกแต่ฟันแท้ขึ้นซ้อนควรทำอย่างไร
ตอบ     ถ้าเป็นฟันล่าง  ฟันแท้โผล่มานิดเดียว เราอาจรอได้  โดยรอให้ขึ้นสูงอีกเล็กน้อย  หากโยกมากๆ ก็ให้หลุดไปเองได้  แต่ถ้าฟันแท้ขึ้นสูงแล้วฟันน้ำนมยังไม่โยกหรือยังติดแน่นอยู่ก็ควรพาไปพบ   ทันตแพทย์  เพื่อถอนฟันน้ำนมซี่นั้น

ถาม       การที่เด็กเป็นแผลร้อนในในปากบ่อยๆ เกิดจากฟันผุหรือเปล่า
ตอบ      ไม่แน่นอนชัดเจน  แต่อาจเป็นได้ถ้าฟันผุแล้วมีบางส่วนที่คมก็จะบาดกระพุ้งแก้มทำให้เป็นแผลได้  แต่แผลร้อนในอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น  อาหาร  ท้องผูก  หรือความเครียด  บางทีเรานึกว่าเขาไม่เครียดแต่เดี๋ยวนี้เด็กมีการสอบ  หรือเรียนพิเศษกันเยอะ  บางทีก็เป็นสาเหตุให้เกิดแผลร้อนในได้จึงควรปรึกษาทันตแพทย์

ถาม       เราจะเริ่มให้ฟลูออไรด์เสริมเมื่ออายุเท่าไร
ตอบ     โดยทั่วไปจะเริ่มให้เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนและผู้ปกครองควรปรึกษาทันตแพทย์  เพราะปริมาณฟลูออไรด์ที่จะให้นั้นขึ้นกับปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำที่ใช้ดื่ม  จึงควรจะตรวจ น้ำที่ใช้ดื่มเป็นประจำว่ามีปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำในระดับเท่าใด  เพียงพอที่จะมีผลช่วยป้องกันฟันผุหรือไม่  หากมีปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำเพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรับฟลูออไรด์เสริมเมื่อเด็กอายุ 6 เดือน สามารถจะป้องกันฟันผุได้ 40-60% แต่ถ้าได้รับฟลูออไรด์ปริมาณมากไปจะเกิดฟันตกกระ มีลักษณะขาวๆ หรือด่างๆ ดังนั้น จึงควรปรึกษา ทันตแพทย์ก่อน

ถาม       ขณะนี้ลูกอายุ 6 ขวบเต็ม 3 เดือนก่อนหน้านี้ฟันน้ำนมข้างหน้าโยก  จึงถอนออกตามที่      ทันตแพทย์แนะนำโดยที่ฟันที่ถอนออกมีมีรากฟันที่ไม่ยาว แต่ตอนนี้ฟันแท้ข้างหน้าก็ยังไม่ขึ้น  ผิดปกติหรือไม่  เพราะก่อนหน้านั้นมีฟันแท้ขึ้นแซงฟันน้ำนม  เมื่อถอนฟันน้ำนมไปประมาณ 1 เดือน ฟันแท้ก็ขึ้นมา
ตอบ     โดยธรรมชาติฟันหน้าบนจะขึ้นช้ากว่าฟันหน้าล่าง  อาจจะประมาณ 7-8 ขวบ กรณีฟันโยกนี้เคยได้รับอุบัติเหตุอะไรบ้างไหม  อาจจะไปกระแทกกับอะไรทำให้ฟันโยกหรือหลุดก่อนกำหนดที่ควรจะเป็น  แต่คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลอาจรอเวลาอีกระยะหนึ่ง  ถ้าไม่มีอะไรไปกีดขวางฟันแท้ก็จะขึ้นมาเองตามธรรมชาติ  แต่ถ้ามีสิ่งกีดขวางอยู่  เช่นฟันเกินก็คงไม่ขึ้น  คุณแม่ควรพามาพบทันตแพทย์  หรือในเด็กบางคนอาจมีเนื้อเยื่อแข็งๆ หุ้มอยู่ทำให้ฟันขึ้นยากนิดหนึ่ง  กรณีนี้น่าจะเป็นฟันขึ้นช้า  ประกอบกับรากของฟันที่ถอนออกมานั้นไม่ยาว  แสดงว่ารากฟันน้ำนมละลาย  ฟันแท้คงพร้อมที่จะขึ้น  อาจต้องรอเวลาสักระยะหนึ่ง

ถาม       เด็กวัยอนุบาลควรเลือกทานอาหารอย่างไรเพื่อป้องกันฟันผุ
ตอบ     ในปัจจุบันนี้เราทราบว่า  ฟลูออไรด์มีผลป้องกันฟันผุชัดเจนแต่เราก็ยังควรจะลดอัตราการเกิดฟันผุ  โดยการรู้จักเลือกรับประทานอาหารโดยเด็กในวัยอนุบาลควรรับประทานอาหารประเภทนม  โปรตีนชนิดต่างๆ เช่น ลูกชิ้น  หมูปิ้ง ไส้กรอก  ไก่ทอด และผัก ผลไม้  ถ้าเราหัดเด็กตั้งแต่เริ่มตักอาหารเข้าปาก  โดยหั่นแครอท  แตงกวาใส่ในอาหาร เมื่อโดแล้วเด็กก็จะชอบทานผัก  ส่วนอาหารที่ไม่เหมาะ  คือ  เค้ก  คุกกี้  ช็อกโกแลต  ไอศกรีม  เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้ฟันผุ  เพราะฉะนั้นถ้าจะทานควรทานตามเวลาที่จัดไว้แล้วแปรงฟันเลย

ถาม       ลูกอายุ 9 ขวบ ขี่จักรยานแล้วล้ม  ฟันหน้าหักไปครึ่งหนึ่งไม่ทราบว่ารากฟันจะเสียหรือไม่
ตอบ     คุณแม่ควรจะรีบพามาพบทันตแพทย์  เพื่อตรวจดูว่าฟันที่หักนั้นทะลุโพรงประสาทฟันหรือไม่  หากไม่ทะลุโพรงประสาทฟันก็สามารถบูรณะได้โดยใช้วัสดุสีเหมือนฟันและบูรณะให้มีรูปแบบเหมือนฟันปกติ  แต่เมื่อบูรณะไปแล้วก็ต้องระมัดระวังเพราะจะไม่แข็งแรงเท่าฟันธรรมชาติ  คือ  ใช้กัดอาหารแข็ง  เช่น  อ้อยไม่ได้  ถ้าฟันหักทะลุโพรงประสาทฟัน  ก็จะต้องรักษาคลองรากฟันก่อนแล้วจึงบูรณะฟันให้มีรูปร่างเหมือนฟันธรรมชาติและต้องติดตามผลเป็นระยะตามที่ทันตแพทย์นัด

ถาม      ฟันหัก 2 ซี่โดยซี่หนึ่งไม่ทะลุโพรงประสาทฟัน  แต่อีกซี่หนึ่งทะลุโพรงประสาทฟัน  และพาไปพบทันตแพทย์และรับการรักษาเรียบร้อยแล้วแต่ไม่แน่ใจว่ารากฟันเสียหรือไม่
ตอบ     ไม่มีใครตอบได้  เพราะเราไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงตอนที่เกิดอุบัติเหตุ  อาจต้องใช้เวลาเฝ้าสังเกต ปกติเด็กจะมีการเสริมสร้างที่ดีหากเกิดแผล แผลก็จะหายได้ดี  ข้อสำคัญ  คือ  ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตามที่คุณหมอนัด  กรณีทะลุโพรงประสาทฟันแล้วจะต้องติดตามดูว่าเนื้อเยื่อข้างล่างบริเวณรากฟันสร้างใหม่แข็งแรงหรือไม่  และต้องรักษาอย่างไรอีกหรือไม่  จึงควรไปพบทันตแพทย์ตามนัดเป็นระยะ  และหากมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่เหมาะสม  ทันตแพทย์จะรีบแก้ไขทันที  ก็จะไม่เป็นปัญหา

ถาม       อยากทราบว่าต้องทานอาหารชนิดใดเป็นพิเศษหรือไม่
ตอบ     ไม่มีอาหารเสริมพิเศษ  แต่ควรระวังโดยไม่ใช้ฟันซี่ที่เคยหักกัดของแข็ง  จะต้องระวังเพราะว่าฟันมีตำหนิ  หากถูกกระแทกซ้ำบ่อยๆ หรือล้มอีก  ฟันนั้นก็มีโอกาสหักง่ายหรืออาจทำให้มีรอยโรคที่ปลายราก

ถาม       ในกรณีที่ฟันน้ำนมผุ  เมื่อฟันแท้ขึ้นจะผุเหมือนฟันน้ำนมหรือไม่
ตอบ     อาจผุหรือไม่ผุก็ได้  คือ  หากเราไม่รักษาทันทีที่ฟันน้ำนมผุ  ก็จะเกิดการติดเชื้อในโพรงประสาทฟัน  ซึ่งโพรงประสาทฟันจะอยู่ในตัวฟันเหมือนไส้ดินสอ  เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่โพรงประสาทฟันก็จะกระจายไปข้างในอย่างรวดเร็วโดยผ่านเส้นเลือด  และเกิดหนองที่ปลายรากซึ่งจะรบกวนหน่อฟันแท้ที่อยู่ข้างล่าง  หากเกิดหนองที่ปลายรากฟันน้ำนมในระยะที่หน่อฟันแท้กำลังสร้างเคลือบฟันก็จะทำให้เคลือบฟันของฟันแท้ซี่นั้นไม่แข็งแรง  ซึ่งจะทำให้ฟันแท้ซี่นั้นผุง่าย  นอกจากฟันผุแล้วในการเกิดอุบัติเหตุก็อาจมีผลถึงฟันแท้ได้ เช่นกัน  ถ้าอุบัติเหตุนั้นแรง  และกระแทกหน่อฟันแท้ข้างล่าง  ก็จะทำให้ฟันแท้ที่กำลังสร้างนั้นไม่สมบูรณ์  เมื่อขึ้นมาในช่องปากก็จะผุง่ายเช่นกัน

ถาม       จำเป็นไหมที่ต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์  ถ้าลูกไม่มีฟันผุเลย
ตอบ     จำเป็น  เพราะทันตแพทย์จะตรวจดูพัฒนาการการขึ้นของฟันด้วย  ถ้าพบว่ามีฟันขึ้นไม่เหมาะสม  ก็จะสามารถให้การรักษาในจังหวะที่ควร   ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลดีและใช้ระยะเวลารักษาสั้น  นอกจากนี้เรื่องฟันผุบางครั้งดูด้วยตาเปล่าเห็นขาวๆ  คิดว่าไม่ผุ  แต่เมื่อใช้เครื่องมือตรวจโดยละเอียดอาจพบเห็นฟันผุได้  หรือรอยผุในบริเวณฟันหลังที่อยู่ชิดกัน  บ่อยครั้งเราต้องใช้เอกซเรย์ช่วยเพื่อดูว่าฟันผุหรือไม่  ซึ่งหากในเอกซเรย์เห็นว่าฟันซี่นั้นผุแล้ว  ควรจะต้องรีบอุด  และหากทิ้งไว้นานอาจจะเป็นสาเหตุให้ปวดฟัน  และไม่สามารถบูรณะด้วยการอุดฟันธรรมดาได้  จะต้องรักษาคลองรากฟัน  นอกจากนี้  การที่เด็กไปพบทันตแพทย์ก็จะทำให้เด็กคุ้นเคย  ไม่กลัวการทำฟัน  หากรอให้ปวดฟันแล้วจึงพาไปพบทันตแพทย์  จะทำให้การไปพบทันตแพทย์นั้นจะต้องทำอะไรที่เจ็บปวดทั้งนั้นเด็กก็จะกลัว  เขาก็จะมีทัศนคติที่ไม่ดีกับทันตแพทย์

ถาม       จำเป็นไหมที่จะต้องมีทันตแพทย์ประจำสำหรับลูก
ตอบ     ถ้ามีทันตแพทย์ประจำก็ดี  เพราะทันตแพทย์จะเห็นพัฒนาการของเด็กในเรื่องของฟัน  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจะได้ดูแลถูกต้องเพราะเรื่องพฤติกรรมสำหรับเด็กจะเป็นเรื่องสำคัญมาก  หากเราสร้างทัศนคติที่ดี  เด็กก็จะไม่กลัวการทำฟัน  หมอมีคนไข้ที่กลัวมากเพราะคุณแม่กลัว  คุณแม่ไม่ยอมทำฟัน  แต่พอเขาทำแล้วอยากจะทำฟันมาก  เขาชวนคุณแม่มาทำฟันได้สำเร็จ  แม่บอกดีใจมากที่ลูกชวนให้มาทำฟัน  และขอย้ำโรคฟันผุเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยดูแลรักษาฟันตลอดเวลาก็จะไม่มีฟันผุ และทุกคนสามารถป้องกันโรคฟันผุได้

ถาม       การที่จะป้องกันฟันผุตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น  นอกจากอาหารแล้วยังมีอย่างอื่นอีกไหมที่จำเป็นต้องเตรียมด้วย
ตอบ     เราจะให้ความรู้คุณแม่ในเรื่องของการป้องกัน  คือ โรคหลายโรคอาจจะมีผลต่อฟัน หรือสารบางอย่างที่รับประทานไป  เช่น  ยาเตตราไซคลินก็จะมีผลต่อฟัน  และให้ความรู้ในเรื่องการทำความสะอาดช่องปากกับลูก  การให้นม  เราจะเน้นในเรื่องนี้  ถ้าสามารถทำได้ก็จะป้องกันฟันผุเมื่อเด็กโตขึ้นได้
และขอสรุปเพิ่มเติมดังนี้  คือ  การป้องกันฟันผุสามารถทำได้โดยดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง  ควบคุมการรับประทานอาหาร  โดยไม่รับประทานอาหารหวานและเหนียว  ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุกระยะเช่น  3 เดือน 6 เดือน หรือ  ปี  แต่โดยทั่วไปควรตรวจฟันทุก 6 เดือน ใช้ฟลูออไรด์เสริมตามความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นหรือแต่ละคน  และอยากให้คุณพ่อ  คุณแม่เป็นแบบฉบับที่ดีกับเด็กๆ  ให้มีทัศนคติที่ดีในการทำฟัน อย่าใช้เรื่องการทำฟันมาขู่เด็ก  เช่น  ไม่แปรงฟันหรือถ้าปวดฟันจะให้หมอถอนฟันนะ  หรือให้สินบนในการมาทำฟัน  เช่น  ถ้าแปรงฟันดี  พ่อจะซื้อรถให้คันหนึ่ง  คือ  ควรให้รางวัลแต่ไม่ควรให้สินบน  เพราะเด็กจะใช้การให้สินบนเป็นข้อต่อรอง  หรือคุณพ่อคุณแม่กลัวการทำฟันก็อย่าแสดงความวิตกกังวลออกมามาก  การที่คุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดีเด็กจะซึมซับสิ่งเหล่านี้มาทีละเล็กละน้อย  จะช่วยให้เด็กมีทัศนคติที่ดี  และดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ดี