thai
eng
การพูดไม่ชัด

รองศาสตราจารย์ทันตแพทย์  ปิยวัฒน์  พันธุ์โกศล
ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์

คำถาม     คนเรามีกลไกการพูดอย่างไร
คำตอบ    การพูดของมนุษย์เกิดจากกระบวนการที่เป็นวงรอบ  เรียกว่า  โซ่สัมพันธ์ทางการพูด  หรือ  Speech Chain  คือจะต้องสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องเป็นวงกลม  เริ่มจากสมองเป็นตัวสั่งงานไปยังกลุ่มกล้ามเนื้อต่าง ๆ  เพื่อให้ทำงานให้สัมพันธ์กันจนเกิดเป็นเสียงขึ้น  เมื่อเกิดเป็นเสียงแล้วจึงไปเข้าหูผู้ฟัง  ผู้ฟังจึงจะเข้าใจในขณะเดียวกันเสียงที่เกิดขึ้นก็ไปเข้าหูผู้พูดเช่นเดียวกันและไปแปลความหมายที่สมองของผู้พูด  และกลั่นกรองออกมาว่าถูกหรือผิด  จึงเกิดเป็นวงกลมล้อมรอบสมบูรณ์ในกระบวนการพูด  ส่วนประกอบของกลไกการพูด  จะประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วนที่ทำให้เกิดเสียง  คือ
1.  อวัยวะที่ผลิตลม  เมื่อเราหายใจเข้าไปและดันลมหายใจออกมาเพื่อที่จะทำให้เกิดเป็นเสียงขึ้น  ลมที่ออกมาจึงมาจากปอด  และกล้ามเนื้อกระบังลม  ในปอดมีกล้ามเนื้อซี่โครงและกล้ามเนื้อกระบังลมที่จะดันลมออกมาด้วยความแรง  ความเร็วที่ต่างกัน  หรือเป็นจังหวะ
2.  อวัยวะที่ทำให้เกิดเสียง  คือ  ตัวสายเสียงอยู่ในกล่องเสียง  แถว ๆ  ลูกกระเดือก  เมื่อพูดแต่ละคำจะมีการสั่นสะเทือนตรงส่วนนั้น  เสียงบางเสียงจะมีการสั่นมาก  สั่นน้อยทำให้เกิดเสียงแหบ  เสียแหลม  เสียงสูง  เสียงต่ำ  ขึ้นมา
3.  อวัยวะในการเปล่งเสียงพูด  ประกอบด้วย  อวัยวะที่อยู่เหนือสายเสียงขึ้นมา  เช่น  เพดานอ่อน  เพดานแข็ง  ปุ่มเหงือก  ลิ้น  ฟัน  ริมฝีปาก  อวัยวะเหล่านี้ทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างกันไป
4.  อวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงก้อง  ได้แก่  โพรงจมูก  ช่องจมูก  ช่องคอ  อย่างที่เราได้ยินนักร้องร้องเพลง  แล้วมีเสียงก้องอยู่ในจมูก  เสียงใหญ่  เสียงทุ้ม  แต่การเกิดเสียงลูกคอของนักร้องลูกทุ่งเป็นการทำให้เกิดเสียงสั่น  อยู่ที่กล้ามเนื้อคอกับสายเสียง  คนละส่วนกัน
5.  ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ  อวัยวะที่ใช้ในการควบคุม  หรืออวัยวะที่ใช้สั่งงานให้เกิดความสัมพันธ์กันของกลุ่มอวัยวะทั้งหมด  คือสมองและเส้นประสาท  ประกอบด้วยหลายกลไก  ในแต่ละกลไกประกอบด้วยอวัยวะและกล้ามเนื้อหลาย ๆ  ส่วนรวมกัน  ทำงานร่วมกัน  กว่าจะเกิดเป็นคำพูดแต่ละคำได้จริง ๆ  แล้วยากมาก  แต่คนเราไม่ค่อยรู้ตัวว่มันเกิดขึ้นมายากเพียงใดเนื่องจากความเคยชิน

คำถาม     การพูดเป็นการทำงานแบบอัตโนมัติใช่หรือไม่
คำตอบ    ใช่  เราฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ๆ  จึงไม่ค่อยรู้ตัว  เหมือนกับการเดินที่ต้องสัมพันธ์กันหลายส่วนกว่าจะเดินได้  หรือการเขียนหนังสือต้องอาศัยการทำงานที่สัมพันธ์กับหลายส่วนมาก

คำถาม     เสียงที่เกิดจากการเปล่งลมออกจากปอด  ถือเป็นลมที่เราหายใจเข้าไป  ทำไมจึงมีเสียงต่าง ๆ  กันได้
คำตอบ    ถ้าเป็นลมเฉย ๆ  จะไม่เกิดเป็นเสียง  จะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดเป็นเสียงที่แตกต่างกัน  จากกลไกที่เป็นส่วน ๆ  จากลมที่ออกมาจากปอด  กล้ามเนื้อซี่โครง  กล้ามเนื้อกระบังลมจะทำให้เกิดความแรง  ความค่อย  ความเร็ว  จังหวะลมที่ออกมาจะถูกควบคุมส่วนหนึ่ง  ส่วนที่สอง  เมื่อลมผ่านมายังสายเสียง  สายเสียงจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือน  ผู้ชายก็จะมีเส้นค่อนข้างหนา  ช่องค่อนข้างห่าง  ผู้หญิงจะมีเส้นบาง ๆ  เล็ก ๆ  และช่วงแคบ  เมื่อสายเสียงโดนลมผ่านไปก็จะกระพือ  สั่นหรือตัวสายเสียงเองก็เป็นกล้ามเนื้อในตัว  ก็จะควบคุมความตึง  ความหย่อน  ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนแตกต่างกัน  เพราะฉะนั้นการสั่นสะเทือนจึงทำให้เกิดเสียงสูง  เสียงต่ำ  เสียงทุ้ม  เสียงแหลม  แต่ถ้าสั่นอย่างเดียวก็ยังไม่เป็นคำพูด  จะต้องมีสิ่งอื่นประกอบ  ถ้าสั่นอย่างเดียว  เช่น  เราเป่าลมผ่านไปยังปี่  ซึ่งจะมีลิ้นเล็ก ๆ  เสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงดนตรี  ซึ่งไม่เป็นคำพูด  ดังนั้นจึงต้องใช้อย่างอื่นประกอบอวัยวะต่อไปที่อยู่เหนือสายเสียงจะทำหน้าที่ในการกัก  หรือกั้นลมที่ผ่านมา  และทำให้เกิดเสียงขึ้นมา  อวัยวะกลุ่มนั้นเรียกว่า  ฐานกรณ์ ประกอบไปด้วย  ลิ้น  แก้ม  ริมฝีปาก  ฟัน  เพดานอ่อน  เพดานแข็ง  เมื่อเรานำอวัยวะแต่ะส่วนมาสัมผัสกัน  และควบคุม  จะทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ  เช่นในภาษาไทย  เราแบ่งเสียงเป็น  3  อย่าง  คือ  เสียงสระ  เสียงพยัญชนะ  และเสียงวรรณยุกต์  เสียงสระจะผ่านสายเสียงโดยไม่มีการปิดกั้น  ถ้าจะมีก็เพียงการเปลี่ยนรูปร่างของช่องลมที่ผ่านมาคือ  ถ้าไม่มีการปิดกั้นแต่ปล่อยให้ลมผ่านออกมาเฉย ๆ  โดยเปลี่ยนรูปร่างของช่องลม  จึงจะเกิดเป็เสียงสระ  เช่น  อะ  อา  อิ  อี  อึ  อือ  อุ  อู  แต่ถ้าเป็นเสียงพยัญชนะ  จะต้องมีการปิดกั้นทำให้เกิดเป็นคำพูดขึ้นมา  เช่น  บอใบไม้  ต้องใช้ริมฝีปากบนล้าง  ริมฝีปากต้องติดกันแล้วปล่อยลมออกมา  ดังนั้นนอกจากผ่ารคอออกมาแล้วต้องผ่นริมฝีปากด้วย  ส่วนเสียงวรรณยุกต์จะอยู่ที่ระดับเสียงสูงต่ำ  ซึ่งควบคุมจากสายเสียง  เช่น  เสียงเอก  โท  ตรี  จัตวา  หลังจากนั้นยังมีอีกขั้นตอนหนึ่ง  คือ  การก้องและการสะท้อนของเสียง  ผู้ที่มีกะโหลกศีรษะใหญ่ก็จะมีการก้องและการสะท้อนมาก  ส่วนที่สะท้อนนี้เรียกว่า  กำทอน  ซึ่งจะอยู่ในช่องปาก  ช่องจมูก  ช่องคอ  หรือโพรงอากาศที่อยู่ในกะโหลกศีรษะ  ทำให้เกิดการก้องของเสียงที่แตกต่างกันไป  ดังนั้นการควบคุมต่าง ๆ  เหล่านี้มีผลทำให้เสียงที่ออกมามีความแตกต่างกันมากมายจนเกิดเป็นภาษาขึ้น

คำถาม     การผิดปกติทางการพูดหรือการออกเสียงเป็นอย่างไร
คำตอบ    ความผิดปกติของการพูดออกเสียง  เป็นความผิดปกติในการสื่อความหมาย  คือ                 1.  ความผิดปกติที่เกิดจากการพูดในด้านของการใช้เสียงผิดปกติ  เช่น  เสียงแหลม  เสียงแหบ  เสียงห้าว  เสียงแตก  ไม่มีเสียง  หรือเสียงขาดหายในตอนท้ายของการพูด
2.  ความผิดปกติที่เกิดจากการพูดในด้านของจังหวะหรือความคล่องในการพูด  เช่น  พูดตะกุกตะกัก  พูดย้ำข้อความ  พูดไม่ออกเป็นช่วง  พูดลากเสียง  พูดรัวเร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง
3.  ความผิดปกติในด้านการใช้  เข้าใจภาษาพูด  ข้อนี้จะเกี่ยวกับด้านภาษาศาสตร์  คือ  ความรู้  คำศัพท์ต่าง ๆ  ที่รู้  ความรู้เรื่องภาษา  การเรียบเรียงถ้อยคำ
4.  การพูดช้า  หรือพูดไม่สมอายุ  จะเกี่ยวกับระดับของสติปัญญาของผู้ป่วยเอง
5.  การพูดไม่ชัด  ในการเปล่งเสียงพยัญชนะ  สระ  วรรณยุกต์  ซึ่งเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่

คำถาม     เด็กที่อายุ  2  ขวบขึ้นไป  แต่ยังพูดได้น้อยกว่าเด็กปกติ  ถือว่าผิดปกติหรือไม่
คำตอบ    ถือว่าผิดปกติ  เพราะโดยปกติแล้วเด็กจะสามารถเริ่มพูดได้ตั้งแต่อายุไม่กี่เดือน  ควรจะพูดได้  สื่อได้ภายใน  2  ขวบ  ถ้าหลัง  2  ขวบไปแล้วยังพูดไม่ได้  มีความผิดปกติ  ควรจะพาไปพบแพทย์ทางด้านนี้เพื่อตรวจสอบว่ามีความผิดปกติจากอะไร  เกณฑ์ทั่ว ๆ  ไปจะอยู่ประมาณ  2  ขวบ

คำถาม     ช่วยขยายความของการพูดไม่ชัด
คำตอบ    การพูดไม่ชัดเป็นปัญหาใหญ่  เป็นความผิดปกติที่พบมากที่สุดในการเปล่งเสียง  ทั้งเสียงสระ   พยัญชนะและวรรณยุกต์  เสียงที่เกิดขึ้นทั้งเป็นคำ  วลี  หรือประโยค  มัดจะเกิดจากการใช้อวัยวะเปล่งเสียงที่ผิดตำแหน่ง  หรือวิธีที่ทำให้เกิดเสียงเกิดขึ้นไม่ชัดเจน  โดยจะแบ่งเป็น  4  ลักษณะ
1.  การใช้เสียงพยัญชนะ  หรือสระอื่นมาทดแทน  เช่น  ใช้ตัว  ฉ.ฉิ่ง  แทน  ส.เสือ  ใช้ตัว  อ.อ่าง  แทน  ก.ไก่  ตัว  ต.เต่า  แทน  ท.ทหาร  อีกลักษณะที่สำคัญ  เช่น  เมื่อพูด  ส.เสีอ  จะเอาลิ้นมาจุดริมฝีปาก  เสียงก็จะผิดไป  เป็นความผิดปกติโดยใช้อย่างอื่นมาทดแทน
2.  เป็นการออกเสียงไม่ครบ  คือ  ออกเสียงสั้นเกินไป  เช่น  หลาย  เป็น  ไหล  หมอน  เป็น  หมอ  กวาง  เป็น  กาง  จะเป็นเสียงพูดที่ขาดหายไป
3.  พูดเพี้ยน  เป็นส่วนประกอบหลาย ๆ  อย่างมาปนกันจนเพี้ยน  จนฟังไม่รู้เรื่อง  บางครั้งเป็นเสียงที่พูดเกิน  เช่น  ตรง  เป็น  ตะรง  เป็นเสียงที่ออกเกินมากเกินไป
4.  ที่สำคัญและต้องได้รับการแก้ไขมากที่สุด  เพราะจะก่อให้เกิดปัญหามากที่สุด  คือ  การพูดเสียงขึ้นจมูก  คือ  การที่มีลมรั่วออกจมูก  โดยปกติในภาษาไทยจะมีเสียงที่ออกจมูกเพียงไม่กี่คำ  เช่น  คำที่มีพยัญชนะ  ม.ม้า  น.หนู  ง.งูปนอยู่  เวลาพูดจะมีลมออกจมูกเล็กน้อย  แต่เสียงโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีออกจมูก  เมื่อผู้ป่วยพูดถือเป็นความผิดปกติของการเปิดปิดของช่องปากและช่องจมูก  เวลาพูดจะมีลมรั่ว  เราจะสังเกตเห็นได้อีกอย่างหนึ่งคือ  เมื่อเรารับประทานน้ำหรืออาหาร  จะมีน้ำหรืออาหารออกมาทางจมูกด้วย

คำถาม     ในกรณีที่พูดไม่ชัดแล้วใช้พยัญชนะอื่นมาทดแทนจะสามารถแก้ได้หรือไม่
คำตอบ    สามารถแก้ไขได้  มีผู้เชี่ยวชาญด้านหนึ่งทำหน้าที่แก้ไขความผิดปกติในลักษณะนี้  เรียกว่า  นักแก้ไขความผิดปกติทางการพูด  หรือ  Speech Pathologist  ประเทศไทยก็มีหลายแห่งที่ให้การบริการด้านนี้  เช่น  โรงพยาบาลรามาธิบดี  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  คณะทันตแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  งานในการแก้ไขเหล่านี้เป็นหน้าที่ของนักแก้ไขความผิดปกติทางการพูด

คำถาม     ในเด็กเล็ก ๆ  ผู้ปกครองสามารถช่วยแก้ไขในเบื้องต้นได้หรือไม่
คำตอบ    ได้  ถ้าไม่ได้เกิดจากความพิการภายในช่องปาก  บิดามารดาสามารถช่วยแก้ไขในเบื้องต้นได้ทันที  แต่ต้องสังเกตว่าเป็นความผิดปกติหรือไม่  เพราะบางครั้งผู้ปกครองก็เป็นอย่างนั้น  ลูกจึงทำตาม  ได้  ถ้าไม่ได้เกิดจากความพิการภายในช่องปาก 

คำถาม     สาเหตุของการพูดไม่ชัดหรือพูดผิดปกติมีอะไรบ้าง
คำตอบ    สาเหตุของการพูดผิดปกติมี  2  สาเหตุใหญ่  คือ 
1.  ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการพูดและการฟัง  ต้องทำการรักษาแก้ไข
2.  ความผิดปกติของการเรียนรู้อย่างผิด ๆ  ความผิดปกติของอวัยวะนั้น  ทันตแพทย์สามารถให้การช่วยเหลือแก้ไขได้และประสบความสำเร็จค่อนข้างดี  ในแง่ของความผิดปกติของอวัยวะที่ผิดปกติ  โดยมักจะพบว่าเป็นมาแต่กำเนิดแต่บางส่วนก็สามารถเกิดขึ้นภายหลังได้  ในการผิดปกติแต่กำเนิด  เช่น  ปากแหว่ง  เพดานโหว่  ลิ้นไก่สั้น  ลิ้นไก่เป็นแฉก  ฟันเกซ้อน  ฟันสบกันผิดปกติ  ฟันหลอ  ลิ้นผูก  โดยปกติลิ้นจะสามารถกวาดแกว่งไปมาได้  กว้าง ๆ  ยาว ๆ  แต่ลิ้นผิดปกติที่สั้นและติดอยู่กับขากรรไกรล่าง  ทำให้พูดได้ไม่ชัด  หรือลิ้นเกร็ง  ลิ้นใหญ่คับปาก  เส้นประสาทควบคุมผิดปกติ  ช่องตีบตัน  ขากรรไกรบนล่างผิดขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง  ความผิดปกติเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ทั้งโดยการทำศัลยกรรมและการใช้เครื่องมือช่วย  ส่วนการเกิดอุบัติเหตุในภายหลังจะทำให้อวัยวะเหล่านั้นผิดปกติได้เช่นกัน  หรือการติดเชื้อ  หรือเป็นมะเร็ง  เนื้องอกที่เกิดขึ้น  ที่น่าสนใจคือ  ผู้ที่สูบบุหรี่จัด  จะทำให้เกิดการพูดไม่ชัด  และผู้ที่เสพยาเสพติด  ดมกาว  สูดดมควัน  สารระเหย  ทำให้การพูดผิดเพี้ยนไป  บางครั้งจะสังเกตได้  เช่น  เคยพูดชัด  แต่อยู่ ๆ  พูดไม่ชัด

คำถาม     ผู้ที่ติดอ่างจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร
คำตอบ    อาการติดอ่างมักจะเกิดขึ้นจากความเคยชินและอาการทางสมอง  ซึ่งสามารถแก้ไขได้เป็นส่วนใหญ่  เป็นหน้าที่ของนักแก้ไขความผิดปกติทางการพูด  และเป็นสภาพจิตที่เกี่ยวข้องโดยมากแล้วสามารถแก้ไขได้

คำถาม     ต้องแก้ไขควบคู่กันไปใช่หรือไม่
คำตอบ    ใช่  ต้องแก้ไชควบคู่กันไป  แต่ผู้ที่ติดอ่างส่วนมากไม่ได้มีความผิดปกติของอวัยวะ

คำถาม     ลูกอายุ  3  ขวบ  ยังพูดไม่ชัด  ออกพยัญชนะผิด  เช่น  พ.พาน  ออกเป็น  อ.อ่าง  จะเป็นปัญหาหรือไม่
คำตอบ    โดยทั่วไปเมื่ออายุ  2  ขวบขึ้นไปควรจะเริ่มพูดได้ชัด  การพูดช้าก็เป็นสาเหตุหนึ่ง  บางครั้งพูดเป็นบางคำผู้ปกครองต้องช่วยแก้ไขก่อน  ให้เด็กพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาได้เรื่อย ๆ  ก็คงไม่มีปัญหาอะไร  แต่ถ้าเป็นมาก ๆ  หลาย ๆ  คำ  พยายามช่วยแก้ไขเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น  ก็ควรพามาตรวจหาความผิดปกติได้ทันที

คำถาม     ถ้าเป็นความผิดปกติอย่างที่กล่าวมาจะต้องไปพบทันตแพทย์หรือนักแก้ไขความผิดปกติทางการพูดหรือไม่
คำตอบ    อย่างแรกจะต้องพาไปที่โรงพยาบาล  ให้คุณหมอตรวจว่าเป็นความผิดปกติที่ใด  แพทย์ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขจะมีหลายส่วน  อย่างแรกคือ  แพทย์หู  คอ  จมูก  ถ้าเป็นความผิดปกติที่ไม่เกี่ยวข้องกับอวัยวะ  จะส่งไปแก้ไขได้เลยที่นักแก้ไขการพูดผิดปกติ  แต่ถ้ามีความผิดปกติของอวัยวะเกิดขึ้น  เช่น  เพดานโหว่  ลิ้นไก่สั้น  ฟันเกซ้อน  ฟันหลอ  ลิ้นเกร็ง  ลิ้นผูก  จะส่งให้ทันตแพทย์แก้ไข

คำถาม     ต้องรอไปอีกระยะหนึ่งหรือไม่
คำตอบ    ลองสังเกตและพยายามช่วยลูกก่อนโดยการสอนและดูว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร  สอนการวางลิ้นให้ถูกที่ริมฝีปากอย่างไร  เอาฟันไว้ที่ใด  เด็กจะเรียนจากพ่อแม่ได้ดีที่สุด

คำถาม     เด็กอายุ  5  ขวบ  พูดไม่ชัด  ออกเสียงเป็นตัวอักษร  ก.ไก่  ทั้งหมด  พยายามสอน  ฝึกให้พูดช้า ๆ  ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้  จะทำอย่างไร
คำตอบ    ถ้าอายุ  5  ขวบ  แล้วยังพูดไม่ชัด  ให้พามาแก้ไขเพื่อจะได้ใช้วิธีการแก้ที่เป็นวิชาการ  ถ้ามีความผิดปกติอย่างอื่นของอวัยวะในช่องปาก  ทันตแพทย์จะแก้ไขให้และจะตามด้วยนักแก้ไขการพูดผิดปกติต่อไป

คำถาม     ฟันหน้าเด็กหลอหมดทุกซี่  แต่ซี่ข้างล่างมีครบ  จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่
คำตอบ    สำหรับเด็กยังไม่ได้คาดหวังว่าจะพูดได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่  เด็กทั่วไปจะมีการพูดที่ไม่ค่อยชัด  ในประเทศไทยเด็กจะเสียฟันน้ำนมไปมาก  เพราะโรคฟันผุ  เราจึงยังไม่คาดหวังให้เด็กพูดชัดเหมือนผู้ใหญ่  แต่ก็ต้องมีขอบเขตว่าเด็กควรจะพูดชัดถึงในระดับใด  เราจะฟังออกว่าถ้ามีฟัน  เด็กจะพูดได้แค่ไหน  ถ้าไม่มีฟันจะพูดได้แค่ไหน  ควรจะพามาตรวจ

คำถาม     ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ  ติดต่อที่แผนกใด
คำตอบ    ไปที่โรงพยาบาลได้ทันที  แจ้งว่ามีความผิดปกติทางการพูด  ที่แผนกหู  คอ  จมูก  หรือไปที่โรงพยาบาลรามาธิบดีหรือไปที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ  มักจะมีแผนกนี้ทั้งนั้น

คำถาม     สำหรับผู้ที่พูดไม่ชัดเพราะฟันเก  ฟันซ้อน  หรือฟันหลอจะทำอย่างไร
คำตอบ    ฟันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้พูดไม่ชัด  ถ้าฟันเกสามารถแก้ไขได้โดยการจัดฟัน  ฟันมากเกินไปก็ถอนออก  ถ้าฟันหลอก็ใส่ฟันปลอม  มีอีกกรณีหนึ่งที่เป็นผลมาจากฟัน  คือ  ถ้าฟันเก  ซ้อน  และทำให้ขนาดของช่องขากรรไกรแคบลง  ลิ้นที่อยู่ระหว่างฟันจะมีพื้นที่น้อย  การกวัดแกว่งไปมาในการพูดการขยับตัวจะมีขอบเขตจำกัดจึงพูดได้ไม่ค่อยชัด  ในกรณีนี้ทันตแพทย์จะทำหน้าที่ช่วยแก้ไข  โดยอาจขยายขากรรไกรออกให้กว้างขึ้นขยายช่องลิ้นให้กว้างขึ้น  อาจเป็นโดยการจัดฟันหรือโดยการทำศัลยกรรมก็แล้วแต่กรณี

คำถาม     สำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอมแล้วมีความรู้สึกว่าตนเองพูดไม่ชัด  จะทำอย่างไร
คำตอบ    ใส่ฟันปลอมใหม่ ๆ  จะพูดไม่ชัดแน่นอน  เพราะลิ้นและอวัยวะอื่น ๆ  ยังไม่เคยชินกับการใช้ฟันปลอมอันนั้น  หลังจากใส่ฟันปลอมจะต้องใช้เวลาปรับตัว  โดยทั่วไปเด็ก ๆ  หรือหนุ่มสาวใช้เวลา  2-3  วันก็จะพูดชัด  แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่  อายุ  40-60  ปี  อาจจะใช้เวลาประมาณ  2  สัปดาห์  ผู้ใหญ่อายุ  70  ปี  ขึ้นไป  อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน  ขึ้นอยู่กับการปรับตัว  และความสามารถในการปรับตัวจะแตกต่างกันออกไป  นอกจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน  แนะนำให้พูดเยอะขึ้นเพื่อจะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้น  เช่น  อ่านหนังสือพิมพ์  1  ฉบับ  ตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพูดชัดทันที

คำถาม     สำหรับเด็กที่มีเส้นยึดใต้ลิ้นสั้นหรือหนา  ทำไม่ถึงพูดไม่ชัดและจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
คำตอบ    สำหรับเด็ก  ถ้าแลบลิ้นออกมาจะต้องสามารถแลบเลยริมฝีปากล่างได้  กระดกลิ้นขึ้นไป  แตะที่ริมฝีปากบนได้  แต่บางคนลิ้นจะผูกติดกับขากรรไกรล่าง  นอกจากพูดไม่ชัดแล้ว  ยังกวาดไปกวาดมาเพื่อทำความสะอาดช่องปากไม่ถนัดด้วย

คำถาม     มีพื้นที่จำกัดใช่หรือไม่
คำตอบ    ใช่  ต้องทำศัลยกรรมกล้ามเนื้อส่วนนั้น  เพื่อให้สามารถกระดกลิ้นได้กว้างและดีขึ้น

คำถาม     ดีขึ้นประมาณกี่เปอร์เซนต์
คำตอบ    ดีขึ้นมาก  แต่จะไม่ดีขึ้นทันทีทันใด  ต้องฝึกให้หัดใช้ลิ้นให้ถูกต้องก่อน  เพราะตั้งแต่เด็กเกิดมา  ลิ้นถูกผูกไว้ตั้แต่แรกเมื่อเราทำศัลยกรรมให้ลิ้นเคลื่อนไหวได้มากขึ้นแล้วก็จะพูดได้ดีขึ้นแต่ต้องใช้เวลาฝึก

คำถาม     ถ้าทราบตั้งแต่อายุน้อย ๆ  จะสามารถฝึกได้เร็วขึ้นหรือไม่
คำตอบ    แน่นอน  ผู้ปกครองต้องช่วยตรวจดูด้วย  บางคนพบเมื่อโตแล้วและเป็นมาตั้งแต่เด็ก  เมื่อได้ฟังวิทยุหรืออ่านบทความจึงมาตรวจแก้ไข  การปรับตัวแก้ไขจะลำบากขึ้น  ที่ดีที่สุดก็คือควรพาลูกหลานมาพบทันตแพทย์ตั้งแต่เล็ก  เป็นระยะ ๆ  และเป็นประจำ

คำถาม     ผู้ที่มีปัญหาปากแหว่ง  เพดานโหว่จะมีปัญหาการพูดไม่ชัดอย่างไรบ้าง
คำตอบ    จะมีปัญหาเกิดขึ้นหลายประการ  เมื่อพูดจะมีลมออกมาทางจมูก  คำที่มีตัว  ก.ไก่  จ.จาน  ค.ควาย  ข.ไข่  ด.เด็ก  ต.เต่า  จะพูดไมชัด  พูดไม่ได้  เพราะมีลมรั่วออกมาตลอด  อีกกรณีหนึ่ง  คือ  มีขากรรไกรแคบ  การใช้ลิ้นเคลื่อนไหว  เช่น  ตัว  ล.ลิง  ร.เรือ  ช.ช้าง  ซ.โซ่  ที่ต้องใช้สิ้นเคลื่อนไหวควบคุมช่องให้ลมผ่านออกมาได้  ถ้าเล็กมาก  ควบคุมลมไม่ได้  จะพูดไม่ออก  หรือพูดไม่ชัด  อีกข้อหนึ่งคือ  มีฟันเกซ้อน  เกล้ม  บิดไปบิดมา  เสียง  ส.เสือ  ซ.โซ่  ฉ.ฉิ่ง  จะไม่สามารถพูดได้  ต้องใช้การปรับตัวทดแทน  จึงพูดไม่ชัดในทุก ๆ  คำ  ต้องทำการแก้ไขหลาย ๆ  อย่างประกอบกันไปพร้อม ๆ  กัน

คำถาม     ถ้าเพดานโหว่จะมีปัญหาการพูดไม่ชัดหรือไม่
คำตอบ    มี  เพราะบางคนที่ดูปกติแต่ก็ยังพูดไม่ชัด  ไม่ทราบว่าพูดไม่ชัดเพราะอะไรนึกว่าผู้ป่วยคนนั้นแกล้งทำ  จริง ๆ  แล้วเป็นความผิดปกติที่ตรวจไม่พบต้องให้แพทย์ตรวจให้  เช่น  เป็นเพดานสั้น  หรือลิ้นไก่เป็นแฉก  หรือเพดานอ่อนเป็นอัมพาตหรือไปตัดต่อมทอนซินแล้วจะมีช่วงหนึ่งที่พูดไม่ชัด  ถ้าเป็นเด็ก ๆ  จะปรับตัวเร็ว  ผู้ใหญ่จะค่อนข้างช้ากว่า  ถึงแม้ว่าเพดานไม่โหว่ก็ยังพูดไม่ชัด  และต้องแก้ไข

คำถาม     จะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
คำตอบ    ถ้าผู้ป่วยที่เพดานสั้นหรือลิ้นไก่เป็นแฉก  ถ้าแก้ไขโดยการทำศัลยกรรมได้ก็จะทำ  ถ้าไม่ได้จะใส่เครื่องมือ  โดยมากการใส่เครื่องมือช่วยพูดจะทำให้พูดชัดได้มากกว่า  90%

คำถาม     ในกรณีที่ลิ้นไก่เป็นแฉก  มีสาเหตุมาจากอะไรเนื่องมาจากการตั้งครรภ์หรือเปล่า
คำตอบ    เป็นความผิดปกติในขณะการเกิดของเด็ก  เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเนื้อเยื่อในช่องปากที่เชื่อมกันไม่สมบูรณ์  เกิดในขณะที่ตั้งครรภ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมาณ  4-5  เดือน

คำถาม     เราสามารถสำรวจเด็กตั้งแต่แรกเกิดได้เลยหรือไม่ว่ามีปัญหาเรื่องการพูดหรือไม่
คำตอบ    ตรวจได้ทันทีตั้งแต่แรกเกิด  โดยทั่วไปสูติแพทย์จะเป็นผู้ตรวจให้  และจะพบเลยตั้งแต่กำเนิด  ถ้ามีความผิดปกติเล็ก ๆ  น้อย ๆ  เช่น  เพดานสั้น  ลิ้นไก่เป็นแฉก  หรือเพดานแข็งไม่มีกระดูดรองรับ  จะตวจพบในเด็กแรกเกิดได้ยาก  อาจจะตรวจพบเมื่อโตขึ้น  3-4  ขวบ  จะเห็นชัดขึ้น  ส่วนใหญ่แล้วสูติแพทย์จะตรวจให้ตั้งแต่เกิดและแจ้งให้ทราบ  เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไข

คำถาม     ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งหรือเนื้องอกที่เพดานปากหรือลิ้น  การพูดไม่ชัดจะเป็นอย่างไรและมีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
คำตอบ    ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกทั้งที่ร้ายแรงและธรรมดา  จะมี  2  ประเด็น  คือ  ก่อนทำการรักษา  ถ้ามีเนื้องอกที่บริเวณที่ใช้ในการพูด  เช่นที่สายเสียง  จะพบว่ามีเสียงแหบ  เพราะการสั่นสะเทือนจะผิดปกติ  ถ้าเกิดที่ลิ้นหรือคอ  หรือเพดานปาก  การพูดคำบางคำจะผิดปกติไปสามารถสังเกตเห็นได้  ถ้าตรวจพบแล้วทำการรักษา  ผ่าตัดออกไป  อวัยวะส่วนนั้นจะหายไป  การพูดก็ต้องผิดปกติ  ต้องทำการแก้ไข  อาจเป็นโดยการศัลยกรรมหรือทำเครื่องมือช่วยพูด  เครื่องมือช่วยพูดนี้คล้ายกับฟันปลอมผู้ป่วยใส่เข้าไป  จะช่วยให้สามารถใช้อวัยวะที่เหลืออยู่ปรับหรือพัฒนาให้สามารถพูดได้ชัดขึ้น

คำถาม     ในกรณีที่เด็กมีปัญหาปากแหว่ง  เพดานโหว่  จะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเพียงใด  และค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด
คำตอบ    สำหรับผู้ป่วยที่เป็นปากแหว่ง  เพดานโหว่  ที่ต่างจังหวัดจะมีกองทุนช่วยทำการศัลยกรรมแก้ไขริมฝีปากให้ก่อนหลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองพาไปรักษาต่อเอง  ถ้าเป็นปากแหว่งจะทำการศัลยกรรมแก้ไขตั้งแต่เกิดหรือยังเล็กอยู่  ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ  ก็สามารถพาไปที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ  หรือ  โรงพยาบาลที่ทำคลอดก็ได้  ระยะเวลาการแก้ไขมีหลายส่วนประกอบกัน  ต้องใช้ระยะเวลา  และต้องทำตั้งแต่เกิดจนโต  และการแก้ไขนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ  ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นค่อนข้างสูง  แต่โรงพยาบาลหลายแห่งจะมีกองทุนช่วยเหลืออยู่แล้ว  โดยเฉพาะที่คณะทันตแพทยศาตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรับดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เกิด  โดยการประสานงานร่วมกันกับคณะแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยจะดูแลร่วมกัน  จะมีกองทุนที่ช่วยเหลือผู้ปกครองในเรื่องค่าใช้จ่าย

คำถาม     ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุจะมีปัญหาในการพูดอย่างไรบ้าง
คำตอบ    มีผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุบริเวณใบหน้ามาก  ถ้าเป็นรุนแรง  การพูดจะผิดปกติไป  การแก้ปัญหาจะดูว่าอวัยวะส่วนใดที่เสีย  เช่น  ประสาทบางส่วนขาด  กล้ามเนื้อหรือวัยวะบางส่วนหายไป  ต้องทำการทดแทนโดยการทำศัลยกรรม  หรือใช้เครื่องมือต่าง ๆ  ช่วยแล้วแต่กรณี  แต่สามารถช่วยเหลือได้ทั้งผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุและที่เกิดขึ้นในภายหลังสามารถทำการแก้ไขได้ไม่ยาก  และแก้ไขได้ง่ายกว่าผู้ที่เป็นมาแต่กำเนิด

คำถาม     ในรายที่มีการพูดผิดปกติหรือพูดไม่ชัด  เมื่อแก้ไขแล้วจะพูดได้ชัดเหมือนคนอื่น ๆ  กี่เปอร์เซ็นต์
คำตอบ    ถ้าทำการแก้ไขตามขั้นตอน  ตามหลักวิชาการ  จะมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดความสำเร็จ  2  ส่วน  ส่วนแรกคือในส่วนของกลุ่มแพทย์ต้องใช้แพทย์หลายคน  ส่วนที่สองคือตัวผู้ป่วยเองจะต้องฝึก  ถ้าประสบผลสำเร็จทั้งสองส่วน  ผู้ป่วยจะสามารถพูดได้เหมือนคนปกติทั่วไป

คำถาม     มีข้อแนะนำอะไรบ้าง
คำตอบ    เมื่อสังเกตเห็นผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางการพูดหรือพูดไม่ชัด  และแก้ไขแล้วแต่แก้ไขไม่ได้  ควรพามาหาผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้  จะสามารถช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย  โดยส่วนใหญ่จะสามารถแก้ไขได้  แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติทางสมอง  คงจะแก้ไขได้ลำบาก  เพราะเป็นในแง่ของสติปัญญาที่แตกต่างกันออกไป  ความสามารถในการพูดจึงด้อยลงไปแต่ถ้าระดับสติปัญญาปกติแล้วก็สามารถแก้ไขได้  และผู้ปกครองต้องช่วยดูแล  หลาย ๆ  ส่วนที่เด็กพูดไม่ชัด  แต่ไม่มีความผิดปกติใด ๆ  เพียงต้องการได้รับความสนใจเป็นพิเศษ  ทำให้เกิดปัญหาพูดไม่ชัดขึ้น  สภาวะในครอบครัว  ความอบอุ่นของเด็ก  จึงสามารถช่วยเด็กพูดชัดขึ้นได้  ปัญหาต่าง ๆ  ก็จะหมดไป